thansettakij
thansettakij
ศุลกากรทลายค้างาช้างข้ามชาติ ซุกไม้แปรรูป มูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

ศุลกากรทลายค้างาช้างข้ามชาติ ซุกไม้แปรรูป มูลค่าทะลุ 150 ล้านบาท

26 ต.ค. 69 | 10:03 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ต.ค. 69 | 10:11 น.

ศุลกากรผนึก DSI-กรมอุทยานฯ สกัดขบวนการลักลอบค้างาช้างข้ามชาติ ตรวจยึดงาช้างกว่า 3.1 ตัน พร้อมซากสัตว์ป่า มูลค่ารวม 155 ล้านบาท หลังพบซุกซ่อนในไม้แปรรูปดัดแปลง 32 แผ่น

KEY

POINTS

  • กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจยึดงาช้างและซากสัตว์ป่าลักลอบนำเข้าจากประเทศแซมเบีย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง
  • ของกลางถูกซุกซ่อนมาในไม้แปรรูปที่ถูกดัดแปลงให้มีช่องว่างภายใน เพื่ออำพรางการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
  • ตรวจพบงาช้างน้ำหนักรวมกว่า 3.1 ตัน พร้อมของกลางอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 155 ล้านบาท
  • เจ้าหน้าที่จะตรวจพิสูจน์ DNA เพื่อขยายผลจับกุมเครือข่ายค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ และจะทำลายของกลางทั้งหมดเมื่อคดีสิ้นสุด

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายประทีป เหิมพยัคฆ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการตรวจยึดงาช้างและซากสัตว์ป่าครั้งใหญ่ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบการลักลอบนำเข้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย โดยซุกซ่อนอยู่ภายในไม้แปรรูปที่ดัดแปลงเพื่ออำพรางสิ่งของภายใน

การตรวจยึดครั้งนี้พบงาช้างและเศษงาช้างน้ำหนักรวม 3,108.87 กิโลกรัม หรือกว่า 3.1 ตัน พร้อมขนหางช้างและซากสัตว์ป่า รวมมูลค่าของกลางประมาณ 155 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่เตรียมตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบสวนขยายผลไปยังขบวนการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป

แฉซุกงาช้างในไม้แปรรูป ยึด 2 ตู้คอนเทนเนอร์

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสัตว์ป่า พันธุ์พืช และผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุม ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ

การปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการข้อมูลการข่าวร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนนำไปสู่การอายัดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าต้องสงสัยนำเข้าจากประเทศแซมเบีย จำนวน 2 ตู้ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง

จากการตรวจสอบพบว่า สินค้าสำแดงเป็นไม้มูลสิวิแปรรูป จำนวน 568 แผ่น ปริมาตรรวม 48 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักสุทธิ 56,000 กิโลกรัม แต่เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบไม้แปรรูปจำนวน 32 แผ่นถูกดัดแปลงให้มีช่องว่างภายใน และใช้ไขสีขาวเทปิดทับเพื่ออำพรางงาช้างและซากสัตว์ป่าที่ซุกซ่อนอยู่

เจ้าหน้าที่จึงประสานกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าตรวจสอบร่วมกัน พร้อมจัดเก็บพยานหลักฐานอย่างละเอียด ก่อนตรวจนับของกลางทั้งหมด

ของกลาง งาช้าง 3,108 กิโลกรัม มูลค่ารวม 155 ล้านบาท

ผลการตรวจสอบพบของกลางประกอบด้วย

  • งาช้างกิ่งและงาช้างท่อน จำนวน 469 กิ่ง/ท่อน น้ำหนัก 3,042.67 กิโลกรัม
  • เศษงาช้าง จำนวน 1,038 ชิ้น น้ำหนัก 66.20 กิโลกรัม
  • ขนหางช้าง จำนวน 335 เส้น น้ำหนัก 0.18 กิโลกรัม
  • ซากสัตว์ป่า จำนวน 1 ซาก

"เมื่อนับเฉพาะงาช้างกิ่ง งาช้างท่อน และเศษงาช้าง มีน้ำหนักรวม 3,108.87 กิโลกรัม หรือมากกว่า 3.1 ตัน ขณะที่ของกลางทั้งหมดมีมูลค่าประมาณ 155 ล้านบาท"

กรมศุลกากรผนึก DSI-กรมอุทยานฯ สกัดขบวนการลักลอบค้างาช้างข้ามชาติ

สำหรับการลักลอบนำเข้าสินค้าดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ตลอดจนกฎกระทรวงและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และผลิตภัณฑ์จากซากสัตว์ป่า โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมาย

เร่งตรวจ DNA ประสาน DSI ขยายผลขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ

ภายหลังการตรวจยึด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ของกลาง เพื่อใช้ประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเป็นพยานหลักฐานในคดี รวมถึงสนับสนุนการสืบสวนหาที่มาของงาช้างและซากสัตว์ป่า

ขณะเดียวกัน ได้ประสานกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลไปยังผู้กระทำผิดหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าครั้งนี้

การตรวจยึดดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ซึ่งมีเป้าหมายควบคุมการค้าระหว่างประเทศไม่ให้ส่งผลคุกคามต่อการอยู่รอดของชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่า

ผนึกต่างประเทศ สกัดไทยเป็นทางผ่านค้าสัตว์ป่า

นายพันธ์ทองกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จในการตรวจยึดครั้งนี้เกิดจากการประสานข้อมูลการข่าวและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และ Wildlife Justice Commission (WJC) สนับสนุนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ

"กรมศุลกากรจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนขยายผล และการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสินค้าที่มีความเสี่ยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการนำเข้าและส่งออกสินค้า และป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางลักลอบค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ"

ยันไม่นำงาช้างไปขายทอดตลาด

ด้านนายประทีป เหิมพยัคฆ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการจัดการของกลาง งาช้างทั้งหมดถูกส่งมอบให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้ดูแลเก็บรักษาในตู้คอนเทนเนอร์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิดอย่างเข้มงวด

โดยรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ยืนยันนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการนำซากสัตว์ป่าของกลางออกขายทอดตลาดอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนเหล่านี้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ขบวนการค้าผิดกฎหมายอีก แต่มุ่งเน้นให้ดำเนินการทำลายของกลางทั้งหมดเมื่อคดีถึงที่สุดด้วยวิธีการบดละเอียดและนำไปเผาทำลายตามแนวทางปฏิบัติต่อไป