thansettakij
thansettakij
กรมศุลฯ ปลดล็อกภาษีสหรัฐ ตรวจสอบเข้มปมสวมสิทธิ์ ทบทวน Local Content 40%

กรมศุลฯ ปลดล็อกภาษีสหรัฐ ตรวจสอบเข้มปมสวมสิทธิ์ ทบทวน Local Content 40%

18 ก.ย. 69 | 07:09 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ย. 69 | 07:09 น.

กรมศุลกากรเร่งสอบปม “สวมสิทธิ์” ปลดล็อกเจรจาภาษีสหรัฐฯ พบมีจริงทั้งไทย-จีน แต่ปริมาณน้อย ด้าน “เกษตรฯ” ตั้ง 3 ด่าน เปิดตลาด ห้ามกระทบราคา-เกษตรกร

KEY

POINTS

  • กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของฝ่ายสหรัฐฯ ในการเจรจาลดภาษี
  • เสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์สัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ที่ปัจจุบันกำหนดไว้ 40% ให้สะท้อนการใช้ทรัพยากรในประเทศที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น
  • การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้าเพื่อลดและยกเลิกภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย

การเจรจาการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกากำลังเดินหน้าเข้มข้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งเตรียมความพร้อม ทั้งกรมศุลกากรที่เร่งสางปมการ “สวมสิทธิ์” แหล่งกำเนิดสินค้าซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของฝ่ายสหรัฐฯ และกระทรวงเกษตรฯ ที่วางแนวป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรไทยเป็นด่านสำคัญ

ตรวจเข้มแหล่งกำเนิดสินค้า

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาปรับลดและยกเลิกภาษีนำเข้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ตามข้อเสนอของฝ่ายสหรัฐฯ ว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการเจรจา ส่วนกรมศุลกากรทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประกอบการเจรจา พร้อมทั้งมีบทบาทตรวจสอบความถูกต้องของสินค้า โดยเฉพาะประเด็นที่สหรัฐฯ กังวลเรื่องการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าที่ส่งออกจากไทย

อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวว่า กรมฯ ได้ทำงานเชิงรุกร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อตรวจสอบและยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้า ผลการตรวจสอบพบว่ามีการสวมสิทธิ์เกิดขึ้นจริง ทั้งจากผู้ประกอบการคนไทยและคนจีน แต่มีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งในช่วง 11 เดือนแรกสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท

“ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ตั้งข้อสงสัยจากการเปรียบเทียบดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ยอดการส่งออกกลับขยายตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการบูรณาการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าการสวมสิทธิ์มีปริมาณน้อยมาก” นายพันธ์ทองระบุ

เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศจะเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: CO) โดยนำข้อมูลจากกรมศุลกากรมาประกอบการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้น

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

ขณะที่กรมศุลกากรจะเน้นตรวจสอบพฤติกรรมของบริษัทกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกรณีนำเข้าและส่งออกสินค้าที่มีพิกัดอัตราศุลกากรแตกต่างกันโดยไม่มีการแปรรูปสินค้าอย่างแท้จริง รวมถึงตรวจสอบการมีอยู่ของโรงงาน เครื่องจักร และกระบวนการผลิตจริงภายในโรงงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยมีการผลิตหรือแปรรูปในประเทศจริง

เสนอทบทวนเกณฑ์ Local Content 40%

นายพันธ์ทองกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรได้เสนอแนวคิดไปยังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์สัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ หรือ Local Content ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 40% โดยข้อเสนอคือให้การคำนวณสะท้อนการใช้ทรัพยากรภายในประเทศที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น ทั้งแรงงานและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต แทนการคำนวณที่อาศัยการบวกมูลค่ากำไรเพียงอย่างเดียว

สหรัฐฯ ตลาดส่งออกเบอร์ 1 จับตาปมเปิดตลาดหมู

สำหรับตลาดสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ไทยส่งออกไปทั่วโลกรวม 11.1 ล้านล้านบาท เป็นการส่งออกไปสหรัฐฯ 2.7 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ทำให้ข้อเรียกร้องในการเจรจามีความสำคัญต่อภาคส่งออกไทย โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูมายังไทย ซึ่งอาจกระทบต่อเกษตรกรไทย จึงเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้เตรียมความพร้อมรองรับการปรับเปลี่ยนทั้งด้านกฎหมายและกระบวนการทำงาน หากมีการเปลี่ยนแปลงจากการเจรจา ทั้งการยกเลิกเงินรางวัล การปรับปรุงระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล และการเตรียมแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการผ่อนชำระภาษีในอนาคต

นายพันธ์ทองกล่าวว่า มูลค่าการค้ารวมของไทยทั้งนำเข้าและส่งออกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 22 ล้านล้านบาท ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 24-25 ล้านล้านบาท หลังจากช่วง 11 เดือนแรกมีมูลค่าการค้ารวมแล้ว 23.7 ล้านล้านบาท ปัจจัยสำคัญมาจากบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของโลก ส่งผลให้กิจกรรมการค้าและการส่งออกยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี

“เกษตรฯ” ตั้ง 3 ด่าน ห้ามกระทบราคา-เกษตรกร

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอท่าทีและยืนยันหลักการสำคัญในการเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย (ART) ไทย-สหรัฐอเมริกา ในการปกป้องภาคการเกษตรของประเทศ โดยการเปิดตลาดสินค้าเกษตรใด ๆ ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นสำคัญ และต้องเกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยเฉพาะต่อเสถียรภาพด้านราคาและระบบรับซื้อผลผลิตภายในประเทศโดยยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่

1. ผลกระทบต้องน้อยที่สุด การเปิดตลาดต้องไม่กระทบต่อเสถียรภาพราคาและการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร

2. ต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจน รัฐบาลต้องเตรียมมาตรการเยียวยาและรับมือผลกระทบให้พร้อมนำมาใช้ได้ทันที

และ 3. ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย ทุกขั้นตอนต้องสอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ SPS เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และไม่กระทบต่อการค้ากับประเทศคู่ค้าอื่น

สำหรับการพิจารณาเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้สหรัฐฯ กระทรวงเกษตรฯ วางหลักเกณฑ์ว่า ควรเป็นสินค้าที่ไทยไม่มีการผลิต หรือผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ รวมถึงสินค้าที่สอดคล้องกับกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยเคยเจรจาไว้แล้ว และสินค้าที่ภาคธุรกิจไทยมีความต้องการนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดจะไม่จำเป็นต้องดำเนินการทันทีในทุกรายการ โดยอาจกำหนดระยะเวลาและทยอยเปิดตลาดสำหรับสินค้าบางประเภท เพื่อให้ภาคการผลิตและเกษตรกรมีเวลาปรับตัว ขณะที่รายละเอียดสุดท้ายขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา

ด้านผลกระทบจากอัตราภาษีที่ไทยได้รับ แหล่งข่าวระบุว่า ภาพรวมสินค้าส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯ ยังมีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและมีส่วนแบ่งตลาดอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน สินค้าที่ประเทศคู่แข่งได้รับอัตราภาษีในระดับใกล้เคียงกับไทย เช่น ยางธรรมชาติ ยางแผ่นรมควัน และเนื้อปลาทูน่า-สคิปแจ็คแช่แข็ง ยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ รวมถึงการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราภาษีไม่แตกต่างจากไทยมากนัก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ประเมินว่าการเปิดตลาดอาจสร้างแรงกดดันต่อสินค้าเกษตรบางรายการ โดยเฉพาะเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่สินค้าจากสหรัฐฯ จะเข้ามาในตลาดไทยเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการรองรับอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การเปิดตลาดกระทบต่อเสถียรภาพราคา รายได้ และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย