thansettakij
thansettakij
ศุลกากรเผย ‘อากรขาเข้า’ ต่ำเป้า 4,000 ล้าน รับการค้าไร้กำแพงภาษี

ศุลกากรเผย ‘อากรขาเข้า’ ต่ำเป้า 4,000 ล้าน รับการค้าไร้กำแพงภาษี

กรมศุลกากรเผยภาพรวมการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 69 โต 6.31 แสนล้านบาท แม้รายได้ “อากรขาเข้า” ต่ำกว่าเป้า 4,000 ล้าน หลังยอดขอสิทธิ FTA เพิ่มขึ้น 13% ฝั่งส่งเสริม BOI ทะลุ 40%

KEY

POINTS

  • กรมศุลกากรเปิดเผยว่าการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4,000 ล้านบาท
  • สาเหตุหลักมาจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้สินค้านำเข้าจำนวนมากมีอัตราภาษีเป็น 0%
  • แม้รายได้จากอากรขาเข้าจะลดลง แต่รายได้รวมของกรมศุลกากรกลับขยายตัวสูงเกือบ 10% โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการนำเข้าแทนหน่วยงานอื่น

กรมศุลกากรเดินหน้าปรับบทบาทรับโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป หลังการลดกำแพงภาษีและการใช้สิทธิ FTA เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้จากอากรขาเข้า ซึ่งเป็นรายได้โดยตรงมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมาย แม้มูลค่าการนำเข้าจะขยายตัวสูง ขณะที่กรมศุลกากรหันมาเน้นภารกิจอำนวยความสะดวกทางการค้าและจัดเก็บภาษีแทนหน่วยงานอื่นมากขึ้น สะท้อนทิศทางรายได้ภาครัฐที่ต้องลดการพึ่งพาอากรขาเข้า และเพิ่มบทบาทภาษีทางอ้อมอย่าง VAT และภาษีสรรพสามิต 

รายได้โต แต่ “อากรขาเข้า” ต่ำเป้า  

 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2569 ของกรมศุลกากรล่าสุด(ณ 21 ก.ย.69) สามารถจัดเก็บรายได้รวม 631,411 ล้านบาท ขยายตัวเกือบ 10% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 57,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้รวมตลอด 12 เดือนของปีงบประมาณก่อนหน้าที่อยู่ราว 596,000 ล้านบาท คาดว่าสิ้นสุดปีงบประมาณ จะจัดเก็บได้ประมาณ 640,000 ล้านบาท

 ทั้งนี้เป็นผลจากการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศที่มีมูลค่ารวมสะสม 24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% และมีแนวโน้มจะทะลุ 25 ล้านล้านบาทเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าขยายตัว 25-26% 

  นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

อย่างไรก็ตาม แม้การนำเข้าจะขยายตัวในระดับสูง แต่การจัดเก็บภาษีอากรขาเข้า ซึ่งเป็นรายได้โดยตรงของกรมศุลกากรจะต่ำกว่าเป้าหมาย 4,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันที่จัดเก็บได้จริง 112,528 ล้านบาท จากเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณที่กำหนดไว้ 116,300 ล้านบาท อย่างไรก็ดี จำนวนการจัดเก็บรายได้ดังกล่าว ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ 1,358 ล้านบาท คิดเป็น 1.2% 

“FTA-BOI” กดรายได้ภาษีอากร 

 นายพันธ์ทองกล่าวว่า โครงสร้างการนำเข้าในปัจจุบันอยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมด ซึ่งปีนี้มียอดขอใช้สิทธิ FTA เพิ่มขึ้นกว่า 13% โดยเฉพาะการนำเข้าจากประเทศจีนที่มีมูลค่า 4 ล้านล้านบาท จากมูลค่านำเข้ารวม 12-13 ล้านล้านบาท ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าในอัตรา 0% นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนใช้สิทธิประโยชน์ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 40% 

 “สินค้านำเข้ารายใหญ่ ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ทองคำ และชิ้นส่วนวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ต่างมีอัตราอากรเป็น 0% ทั้งนี้ เฉลี่ยรายได้หลักของกรมศุลกากรในปัจจุบันมาจากการจัดเก็บภาษีแทนหน่วยงานอื่น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 83 สตางค์ในทุกๆ 100 บาทของการจัดเก็บ” 

 นายพันธ์ทองมองว่า สถานการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นปัจจัยท้าทายหลักในการจัดเก็บรายได้ของกรม แต่สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลกที่ทลายกำแพงภาษีลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาษีศุลกากรไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศเหมือนในอดีต แต่เน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออก ทำให้ทิศทางการจัดเก็บรายได้ของประเทศต้องปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาอากรขาเข้า ไปสู่การพึ่งพาภาษีทางอ้อมอย่างภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตมากขึ้นในอนาคต 

VAT นำเข้าดันรายได้ศุลกากร 

 ทั้งนี้ จากการจัดเก็บรายได้รวมกว่า 631,411 ล้านบาท แบ่งเป็น การจัดเก็บแทนหน่วยงานอื่นกว่า 518,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 12% ได้แก่ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากการนำเข้าแทนกรมสรรพากรได้สูงถึง 411,000 ล้านบาท เติบโต 12.5% และคาดว่า จะแตะ 430,000 ล้านบาทเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พร้อมจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้กว่า 56,428 ล้านบาท และภาษีเพื่อมหาดไทยอีกกว่า 51,324 ล้านบาท  

ภาพรวมการจัดเก็บรายได้กรมศุลกากร
 สำหรับมาตรการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 พบว่า มีมูลค่านำเข้า 43,422 ล้านบาท สามารถจัดเก็บรายได้แล้วกว่า 8,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นอากร 4,658 ล้านบาท และ VAT 3,356 ล้านบาท และมีสินค้ากว่า 233 ล้านรายการ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ

เร่งปรับ MPI สกัดปมสวมสิทธิส่งออก

 นายพันธ์ทองกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการดูแลและกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ได้แบ่งออกเป็นหลายมิติภายใต้นโยบายการจัดเก็บรายได้ การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการปกป้องสังคม ประเด็นแรกคือการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยกระทรวงอุตสาหกรรม BOI สภาพัฒน์ และกรมศุลกากร ได้บูรณาการร่วมกันปรับฐานปีคำนวณ MPI จากปี 2564 ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น กลุ่มสินค้า Optical receiver สำหรับเทคโนโลยี AI และ Data Center 

 ทั้งนี้ ไทยมีการผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท แต่ยังไม่ถูกนับรวมในดัชนีเดิม การปรับปรุงนี้จะช่วยลดข้อสงสัยจากสหรัฐฯ ในเรื่องการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) ซึ่งจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) โดยใช้ระบบบริหารความเสี่ยงตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าและทุนจดทะเบียน พบกรณีสวมสิทธิส่งออกจริงเพียงประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับยอดส่งออกรวม

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,239 วันที่ 27 - 30 กันยายน พ.ศ. 2569