
ศุลกากรลุยเปิดตรวจทุกตู้สินค้ากลุ่มเสี่ยง จับขยะพิษ 10.29 ล้านกิโลกรัม
กรมศุลกากรยกระดับเปิดตรวจทางกายภาพทุกตู้สินค้ากลุ่มเสี่ยง หลังจับขยะพิษปีงบประมาณ 2569 รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม ส่งกลับแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม พร้อมเสนอห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง
KEY
POINTS
- กรมศุลกากรสั่งเปิดตรวจทางกายภาพตู้สินค้ากลุ่มเสี่ยงทุกตู้ที่สำแดงเป็นเศษโลหะ หลังพบกรณีขยะพิษในระยองและปราจีนบุรี
- ในปีงบประมาณ 2569 สามารถจับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม และได้ส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม
- มีข้อเสนอมาตรการระยะยาวให้เศษโลหะและเศษยางเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า เช่นเดียวกับเศษพลาสติก เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเป็นแหล่งรองรับของเสีย
กรมศุลกากรยกระดับสกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ หลังพบปมสินค้าต้องสงสัยในระยอง-ปราจีนบุรี สั่งเปิดตรวจทางกายภาพทุกตู้ที่สำแดงเป็นเศษโลหะและสินค้ากลุ่มเสี่ยง พร้อมเสนอห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง เผยปีงบประมาณ 2569 จับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม ส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม
กรมศุลกากรเดินหน้ายกระดับมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้ตรวจสอบเรือและตู้สินค้าอย่างเข้มงวด ภายหลังพบกรณีขยะพิษและโรงงานแปรรูปผิดกฎหมายในจังหวัดระยองและปราจีนบุรี
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ขยายผลตรวจสอบสินค้าที่เกี่ยวข้อง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้า และเสนอแนวทางควบคุมการนำเข้าในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งรองรับของเสียจากต่างประเทศ
ขยายผลระยอง-ปราจีนบุรี อายัดสินค้าเพิ่มกว่า 300 ตัน
กรณีจังหวัดระยอง พบตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ที่ปรากฏในภาพข่าวเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าจำนวน 5 ตู้จากประเทศสเปน ซึ่งสำแดงเป็นเศษโลหะและออกจากท่าเรือแหลมฉบังแล้ว โดยขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของเสียตามอนุสัญญาบาเซลหรือไม่
กรมศุลกากรจึงขยายผลและอายัดสินค้าเพิ่มเติมของผู้นำเข้ารายเดียวกันอีก 9 ตู้ น้ำหนักกว่า 223 ตัน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
ส่วนกรณีจังหวัดปราจีนบุรี พบความเชื่อมโยงกับสินค้านำเข้าจำนวน 8 ตู้จากสหรัฐอเมริกา และจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบใบขนสินค้าอีก 5 ฉบับ จึงอายัดสินค้าที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 5 ตู้ น้ำหนักเกือบ 100 ตัน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
สำหรับข้อมูลที่เครือข่าย Basel Action Network (BAN) แจ้งมายังกรมศุลกากรจำนวน 748 ตู้ เมื่อตัดข้อมูลซ้ำเหลือ 720 ตู้ พบว่า 440 ตู้ไม่ได้เข้าประเทศไทย ขณะที่ 187 ตู้ตรวจสอบแล้วไม่เป็นของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล
ส่วนอีก 89 ตู้พบความผิด โดยส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว 75 ตู้ และอยู่ระหว่างดำเนินคดี 14 ตู้ นอกจากนี้ ยังมีอีก 4 ตู้ที่อยู่ระหว่างอายัดตรวจสอบ ทำให้มีตู้สินค้าที่ยังคงควบคุมไว้ ณ ท่าเรือแหลมฉบังรวม 18 ตู้
สั่งเปิดตรวจทางกายภาพทุกตู้ ไม่ใช้เอกซเรย์อย่างเดียว
อธิบดีกรมศุลกากรระบุว่า มาตรการเร่งด่วนคือการเปิดตรวจทางกายภาพ (Physical Examination) ทุกตู้ สำหรับสินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะและสินค้ากลุ่มเสี่ยง โดยนำสินค้าออกจากตู้เพื่อตรวจสอบจริง ไม่ใช้ภาพเอกซเรย์เป็นเหตุเพียงอย่างเดียวในการตรวจปล่อย
หากพบการกระทำผิด กรมศุลกากรจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันให้ส่งสินค้ากลับประเทศต้นทาง โดยผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบย้อนหลังผู้นำเข้าที่มีความเสี่ยง
มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังพบข้อจำกัดในการตรวจสอบเศษโลหะ เนื่องจากสินค้ามีความหนาแน่นสูง ทำให้ภาพเอกซเรย์ไม่สามารถแยกแยะขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจปะปนอยู่ได้อย่างชัดเจน ขณะที่การเปิดตรวจต้องใช้เครื่องจักรหนักและใช้เวลามาก
เสนอห้ามนำเข้าเศษโลหะ-เศษยาง คุมเข้มช่วงเปลี่ยนผ่าน
สำหรับมาตรการระยะยาว กรมศุลกากรอยู่ระหว่างพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอให้เศษโลหะและเศษยางเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าในแนวทางเดียวกับเศษพลาสติก โดยกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 6-12 เดือน เพื่อลดผลกระทบต่อโรงงานหลอมและแปรรูปโลหะในประเทศที่ยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะกำหนดให้การนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวต้องได้รับอนุญาต โดยอนุญาตเฉพาะโรงงานที่นำวัตถุดิบไปใช้ในกิจการของตนเอง ไม่อนุญาตผู้ค้าที่ไม่มีโรงงาน และอนุญาตเฉพาะกรณีที่วัตถุดิบในประเทศไม่เพียงพอ ปริมาณนำเข้าต้องไม่เกินกำลังการผลิตจริง พร้อมกำหนดให้มีใบรับรองการตรวจสอบก่อนส่งออก (Pre-shipment Inspection) ทุกครั้ง
หากตรวจพบขยะพิษปะปน ผู้นำเข้าต้องส่งสินค้ากลับประเทศต้นทางและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อกำกับการอนุญาตและป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการด้วยการเปลี่ยนพิกัดสำแดงสินค้า
ปีงบฯ 69 จับขยะพิษ 10.29 ล้านกิโลกรัม
อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมฯ จับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม และส่งกลับประเทศต้นทางแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม ซึ่งขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2563
ขณะที่เศษพลาสติกถูกห้ามนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ส่วนเศษโลหะยังสามารถนำเข้าได้ทั่วไป จึงอาจถูกใช้เป็นช่องทางสำแดงสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน 2569 พบว่า ไทยนำเข้าเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษทองแดงรวม 2.76 ล้านตัน หรือเฉลี่ยประมาณ 14,600 ตู้ต่อเดือน การเปิดตรวจทุกตู้จึงเป็นภารกิจที่ต้องใช้ทรัพยากรและกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก โดยที่ผ่านมา กรมศุลกากรใช้ข้อมูลการนำเข้า ประวัติผู้ประกอบการ และข้อมูลข่าวกรอง ประกอบการประเมินความเสี่ยงตามแนวทางขององค์การศุลกากรโลก (WCO)
อย่างไรก็ตาม เมื่อพบว่าผู้กระทำผิดปรับเปลี่ยนวิธีการและซุกซ่อนของเสียปะปนมากับเศษโลหะ กรมศุลกากรจึงยกระดับเป็นการเปิดตรวจทางกายภาพทุกตู้สำหรับสินค้ากลุ่มเสี่ยงดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นของเสียอันตรายตั้งแต่ต้นทาง
กรมศุลกากรยืนยันว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย พร้อมคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว







