
อนุทิน รับ ครม.พรุ่งนี้จ่อลด “ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” ช่วยค่าครองชีพ
นายกฯ อนุทิน เผย ครม.วันพรุ่งนี้ 27 ต.ค.นี้ ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน “เอกนิติ” รับลูก เน้นส่งเสริมให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานชีวภาพ โดยเฉพาะน้ำมันกลุ่ม E20 และ B20
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมประชุมในวันที่ 27 ต.ค. เพื่อพิจารณามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หวังช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
- การลดภาษีจะมุ่งเน้นไปที่น้ำมันกลุ่มพลังงานชีวภาพ เช่น E20 เพื่อสร้างส่วนต่างราคาและจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น
- นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน ลดการนำเข้า และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงาน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม
26 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ต.ค.นี้ จะหารือเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ส่วนการรื้อโครงสร้างจะเป็นเช่นใดนั้นขอให้รอการพิจารณาในที่ประชุม ครม. หากมีมติเห็นชอบอย่างไรจะแถลงให้ทราบอีกครั้ง ส่วนจะมีข่าวดีให้ประชาชนใช่หรือไม่ นายกฯ ระบุสั้น ๆ ว่า เรื่องภาษีดังกล่าวมีการเสนอมา เป็นประเภทน้ำมัน E20
ต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานชีวภาพ โดยเฉพาะน้ำมันกลุ่ม E20 และ B20 ที่มีส่วนผสมของเอทานอลและน้ำมันปาล์ม
มีเป้าหมายหลักคือการใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตเข้ามาสร้างความแตกต่างทางด้านราคา ระหว่างน้ำมันดีเซลนำเข้าล้วน กับน้ำมันที่ผสมพลังงานชีวภาพ เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีในส่วนนี้จะส่งผลบวกโดยตรงไปถึงเกษตรกรไทย
"ราคาดีเซลที่เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเขามาผสมด้วยเอทานอล หรือผสมด้วยน้ำมันปาล์ม ที่เราเรียกว่า B20 หรือ E20 ซึ่งเราต้องการให้การลดภาษี เพื่อให้มีผลบวกต่อเกษตรกร คนที่ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง และปลูกปาล์มด้วย" นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้เห็นว่า ในปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าพลังงานในปริมาณสูงมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งน้ำมันดิบที่สั่งซื้อจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก รวมถึงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในสถานการณ์ที่ภาวะสงครามในต่างประเทศยังไม่สิ้นสุด การที่ไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกในระดับสูง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้ประเทศเผชิญภาวะขาดดุลการค้าสูงมากอย่างต่อเนื่อง
นายเอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลมองว่าการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน หนทางแก้ไขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงคือการที่ประเทศไทยต้องหันมาพึ่งพาตนเอง ด้วยการใช้ผลผลิตทางการเกษตรที่คนไทยปลูกและแปรรูปได้เองภายในประเทศ ได้แก่ การผลิตเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง
รวมถึงการนำน้ำมันปาล์มมาผลิตไบโอดีเซล ซึ่งจะช่วยตัดวงจรการพึ่งพาและลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนที่จะเข้ามาลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง
สำหรับประเด็นที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สินติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท และมีข้อเสนอขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติมนั้น นายเอกนิติ ยอมรับว่า ต้องหารือและประสานงานร่วมกับกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิด โดยประเทศไทยมีกลไกดูแลประชาชนหลายด้าน ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิต
อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้วทั้งการลดภาษีสรรพสามิตและการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปรียบเสมือนกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวาของรัฐบาล ดังนั้นการจะลดภาษีสรรพสามิตหรือใช้กองทุนน้ำมัน วันนี้ประเทศไทยเราขาดดุลการคลังอยู่ การลดภาษีสรรพสามิตก็ทำให้ขาดดุลมากขึ้น รายได้ก็หายไป รัฐก็ต้องกู้เงินมากขึ้น แต่วันนี้เรามองว่าการนำเงินกู้มาให้กับประชาชนโดยตรงจะตรงเป้ามากกว่า นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชนที่จะเสนอครม.วันพรุ่งนี้







