thansettakij
thansettakij
ทุเรียนไทย

ทุเรียนไทยทะลักจีน 7.3 แสนตัน พาณิชย์แนะ 3 ยุทธศาสตร์ยึดตลาด

25 ต.ค. 69 | 13:55 น.

สคต. หนานหนิง รายงานด่านโหย่วอี้กวน AI-ดิจิทัลรับทุเรียนไทย ดันยอดนำเข้า 9 เดือนแรกปี 69 พุ่ง 7.39 แสนตัน โต 19% พาณิชย์ส่งสัญญาณเตือนลุย 3 แผนรับมือ บี้คุมเข้มคุณภาพ GAP-GMP

KEY

POINTS

  • การส่งออกทุเรียนไทยไปจีนช่วง 9 เดือนแรกของปี มีปริมาณสูงถึง 739,000 ตัน เพิ่มขึ้น 19% โดยด่านโหย่วอี้กวนของจีนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเร่งประสิทธิภาพการนำเข้า
  • กระทรวงพาณิชย์แนะ 3 ยุทธศาสตร์แก่ผู้ประกอบการไทยเพื่อครองตลาดจีน โดยเน้นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต (GAP/GMP) และควบคุมสารปนเปื้อน
  • เสนอให้พัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ และวางแผนการขนส่งอย่างรัดกุม พร้อมพิจารณาใช้ช่องทางนำเข้าอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์

รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองหนานหนิง ประเทศจีน รายงานข้อมูลการค้า โดยพบว่าด่านโหย่วอี้กวน เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบตรวจสอบอัจฉริยะมาเพิ่มประสิทธิภาพการผ่านพิธีการศุลกากร รองรับการนำเข้าทุเรียนและผลไม้จากอาเซียน 

ทั้งนี้ในช่วงเดือน มกราคม-กันยายน 2569 มีการนำเข้าทุเรียน 739,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โครงการด่านอัจฉริยะจีน-เวียดนามมีแผนขยายขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสนับสนุนการกระจายผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน

สคต. ณ เมืองหนานหนิง เสนอว่า ด่านโหย่วอี้กวนเป็นช่องทางสำคัญในการนำเข้าทุเรียนไทยสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งมีปริมาณการขนส่งผลไม้ไทยผ่านด่านแห่งนี้ ในช่วงที่มีการนำเข้าสูงสุดมากกว่า 300 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อวัน 

รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการคิวรถ ตรวจสอบสินค้า และเพิ่มขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการ จึงมีแนวโน้มช่วยลดระยะเวลารอผ่านด่าน ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียคุณภาพของผลไม้สด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดจีน

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าวอย่างเต็มที่ สคต. ณ เมืองหนานหนิง เห็นควรเสนอแนะแนวทางดำเนินการ 3 เรื่อง ดังนี้

1. ยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต: ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพทุเรียนตั้งแต่แหล่งเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดแยก การบรรจุ และการขนส่ง โดยส่งเสริมให้สวนผลไม้ดำเนินการตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และโรงคัดบรรจุหรือโรงงานแปรรูปปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) ตามขอบข่ายที่ใช้บังคับ

นอกจากนี้ ควรควบคุมการใช้สารเคมีและสารปนเปื้อนให้เป็นไปตามข้อกำหนดของจีน โดยเฉพาะสาร BY2 และโลหะหนัก เช่น แคดเมียม พร้อมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่สวนจนถึงปลายทาง และรักษาความถูกต้องของแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคจีน

2. พัฒนาระบบดิจิทัลและการตรวจสอบย้อนกลับของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย: ผู้ประกอบการไทยควรส่งเสริมการใช้ระบบดิจิทัลในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสสวนและโรงคัดบรรจุ วันที่เก็บเกี่ยว ผลการตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณน้ำตาลและวัตถุแห้งตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลอุณหภูมิระหว่างการขนส่ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเป็นระบบ

สำหรับสวนผลไม้ขนาดกลางและขนาดเล็ก ควรพิจารณารวมกลุ่มเพื่อพัฒนามาตรฐานและระบบข้อมูลร่วมกัน รวมถึงประสานงานกับผู้นำเข้าและผู้ให้บริการโลจิสติกส์จีนเพื่อจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลที่จำเป็นล่วงหน้า 

ทั้งนี้ การเชื่อมต่อข้อมูลกับแพลตฟอร์มบริการห่วงโซ่อุตสาหกรรมด่านจีน-อาเซียนควรดำเนินการตามระบบที่หน่วยงานจีนกำหนดและข้อกำหนดด้านข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจัดเตรียมเอกสารและเพิ่มความพร้อมในการผ่านพิธีการศุลกากร

3. วางแผนการขนส่งและกระจายความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์: ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์การนำเข้า มาตรการตรวจสอบ และข้อกำหนดของศุลกากรจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับผู้นำเข้า ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้ดำเนินพิธีการศุลกากรในพื้นที่ เพื่อวางแผนการจัดส่งให้สอดคล้องกับปริมาณรถและระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจสอบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่มีปริมาณทุเรียนนำเข้าสูง

ในกรณีที่ด่านโหย่วอี้กวนมีความหนาแน่น ผู้ประกอบการอาจศึกษาความเหมาะสมของช่องทางขนส่งอื่นในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เช่น ด่านตงซิง ด่านหลงปัง ด่านสุยโข่ว ด่านรถไฟผิงเสียง ท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิงอู๋ซวี และท่าเรือชินโจว

ทั้งนี้ต้องพิจารณาความพร้อมด้านการอนุญาตนำเข้าผลไม้ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้าเน่าเสียง่าย ระยะเวลาขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และขั้นตอนการตรวจสอบของแต่ละช่องทางก่อนตัดสินใจ และการพัฒนาด่านอัจฉริยะและระบบตรวจสอบผลไม้ของกว่างซี เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน 

อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาคุณภาพผลไม้ไทย ลดความเสี่ยงระหว่างการขนส่ง และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนอย่างยั่งยืน