
“อนุทิน” มั่นใจ GDP ไทยปีนี้ โตเกิน 2.1% ลงทุนต่างชาติพุ่ง-ส่งออกโตแรง
“อนุทิน” มั่นใจ GDP ไทยปีนี้ โตเกิน 2.1% ลงทุนต่างชาติพุ่ง-ส่งออกโตแรง สั่งสภาพัฒน์ทบทวนตัวเลข พร้อมผลักดันพลังงานสะอาด ลดต้นทุนครัวเรือน สร้างรายได้ใหม่
KEY
POINTS
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล มั่นใจว่า GDP ไทยปีนี้จะเติบโตสูงกว่า 2.1% เนื่องจากมีสัญญาณบวกจากการลงทุนต่างชาติที่พุ่งสูง การส่งออกที่ขยายตัวแรง และการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น
- ได้สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทบทวนการประมาณการ GDP ใหม่ โดยให้พิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจที่แท้จริงและหารือกับภาคเอกชน
- รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ดึงดูดการลงทุน โดยชูจุดแข็งด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงตลาดอาเซียน แทนการแข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า ได้ตั้งข้อสังเกตต่อประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ระดับ 2.1% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออก การจ้างงาน และการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาล ซึ่งอาจสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างจากประมาณการเดิม
นายกรัฐมนตรีระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับ เงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่าสูงกว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมาแล้วประมาณ 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวมากกว่า 20% และในบางช่วงเคยเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 25% นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบ
“เพราะฉะนั้น GDP ประเทศไทยของปีนี้ ไม่ใช่ 2.1% อย่างแน่นอน” นายอนุทินกล่าว
สั่งสภาพัฒน์ทบทวนประมาณการ GDP หารือเอกชนก่อนสรุปตัวเลข
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กลับไปตรวจสอบรายละเอียดการประเมินเศรษฐกิจอีกครั้ง ทั้งวิธีการคำนวณ สมมติฐาน และข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการประมาณการ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจที่แท้จริงมากที่สุด
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้สภาพัฒน์ประเมินว่าภาพรวมเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นมีนัยสำคัญเพียงใด และมีโอกาสปรับประมาณการ GDP เพิ่มขึ้นจากระดับเดิมได้มากน้อยแค่ไหน โดยเสนอให้หารือร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก่อนเปิดเผยตัวเลขที่ผ่านการทบทวนแล้ว
นายอนุทินให้ความสำคัญกับการประเมิน GDP เนื่องจากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต้นทุนทางการเงินของประเทศ หากประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและจำกัดโอกาสในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพได้ชัดเจนขึ้น อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและสนับสนุนการระดมทุนของภาคธุรกิจได้
อย่างไรก็ตาม การปรับประมาณการจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลและสมมติฐานทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน เพื่อให้ตัวเลขที่ประกาศออกมาสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจจริง
เร่งเปิดตลาดการค้าใหม่ ดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเร่งส่งเสริมการค้าและการลงทุนเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาล โดยการเดินทางไปต่างประเทศมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มช่องทางการค้า ดึงดูดเงินลงทุน และสร้างความร่วมมือใหม่กับประเทศคู่ค้า
รัฐบาลต้องการนำเสนอประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีศักยภาพ เป็นคู่ค้าและพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างประโยชน์ร่วมกัน มากกว่าการเดินทางไปเพื่อขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่น
สำหรับทิศทางการเปิดตลาด รัฐบาลคาดว่าจะเดินหน้าความร่วมมือและข้อตกลงทางการค้ากับหลายตลาด ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ยุโรปกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศในเอเชียกลาง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดใหม่ ลดข้อจำกัดทางการค้า และขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน การเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ผ่านมา ยังช่วยคลี่คลายอุปสรรคบางประการจากข้อตกลงเดิม และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลต้องการต่อยอดผลลัพธ์ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและการลงทุนของไทยในระยะยาว
พลิกจุดขายไทย ไม่แข่งค่าแรงถูก ชูโลจิสติกส์เชื่อมตลาด 700 ล้านคน
นายอนุทินกล่าวว่า แนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศของไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน โดยไม่ควรแข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟฟ้าราคาถูก หรือการเป็นเพียงฐานรับจ้างประกอบสินค้าเพื่อแลกกับค่าจ้างเท่านั้น แต่ต้องนำเสนอจุดแข็งของประเทศในด้านบุคลากร ระบบคมนาคมและขนส่ง โลจิสติกส์ ขนาดตลาด และความสามารถในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
“คุณไม่ได้มาเมืองไทยเพื่อมาหาแรงงานถูก มาผิดที่ ถ้ามาอย่างนั้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากโครงข่ายคมนาคมที่ครอบคลุมหลายภูมิภาค มีทางออกทะเลทั้งสองด้าน และมีระบบขนส่งเชื่อมโยงทั้งทางถนน ทางราง ทางอากาศ และทางเรือ ทำให้ประเทศไทยสามารถทำหน้าที่เป็นฐานการผลิต ฐานกระจายสินค้า และจุดเชื่อมโยงทางการค้าของภูมิภาคได้
นักลงทุนที่เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทยจึงไม่ได้เข้าถึงเพียงตลาดภายในประเทศที่มีประชากรราว 70 ล้านคน แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการค้าและการผลิตเพื่อเชื่อมโยงไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรราว 700 ล้านคนได้ด้วย
รัฐบาลมองว่า จุดแข็งดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อทางการค้าสามารถดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติมได้
โครงสร้างพื้นฐานเริ่มส่งผลตอบแทน เชื่อมขนส่งไทย-ลาว-จีน-มาเลเซีย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เริ่มเป็นปัจจัยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ทั้งระบบรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และโครงข่ายการขนส่งที่มีแผนเชื่อมโยงเส้นทางจากหนองคาย ผ่าน สปป.ลาว ไปยังจีนตอนใต้ ก่อนเชื่อมต่อเส้นทางลงสู่ภาคใต้และมาเลเซีย
การพัฒนาโครงข่ายดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้า ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง และสนับสนุนการเคลื่อนย้ายสินค้าและวัตถุดิบระหว่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคการผลิต การส่งออก และธุรกิจโลจิสติกส์
หากสามารถเชื่อมโยงระบบขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะมีโอกาสยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตสินค้าไปสู่ศูนย์กลางกระจายสินค้าและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะยาว
ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การเชื่อมต่อระหว่างรูปแบบการขนส่ง และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้การลงทุนที่ผ่านมาเปลี่ยนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
รับมือความเสี่ยงพลังงาน ดันประชาชนผลิตไฟฟ้าสะอาดขายคืนรัฐ
สำหรับสถานการณ์พลังงาน นายอนุทินกล่าวว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงาน แต่ประเทศไทยยังไม่ได้เผชิญปัญหาการขาดแคลนพลังงานในเชิงปริมาณตามข้อมูลที่รัฐบาลได้รับ
ขณะเดียวกัน การลดการพึ่งพาน้ำมันและเพิ่มการใช้ไฟฟ้ารวมถึงพลังงานทางเลือกมากขึ้น จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกในระยะยาว
อีกแนวทางที่รัฐบาลต้องการผลักดัน คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อใช้ภายในครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบของรัฐได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน พร้อมสร้างโอกาสในการมีรายได้เพิ่มเติมในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าความต้องการใช้ ก็จะมีไฟฟ้าส่วนเกินที่สามารถนำกลับเข้าสู่ระบบเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมบริการสาธารณะได้
“เมื่อชาวบ้านทุกหลังคาเรือนขายไฟส่วนที่เหลือกลับคืนเข้ามา เราก็มีปริมาณไฟจำนวนหนึ่งไปฟีดในภาคอุตสาหกรรมด้วย” นายอนุทินกล่าว
แนวทางดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายของรัฐบาลในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบพลังงาน พร้อมสนับสนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์รองรับที่ชัดเจน ทั้งด้านการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน การเชื่อมต่อระบบ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง
ชูผลประชุม IMF-World Bank ต่อยอด MICE-ท่องเที่ยว-ลงทุน
นายอนุทินกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ที่กรุงเทพฯ ว่า เวทีดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดการหารือทวิภาคี การจับคู่ธุรกิจ และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวนมาก
นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศแล้ว การจัดประชุมยังเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพของประเทศไทย ทั้งด้านความปลอดภัย ระบบบริการ ความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และความสามารถของบุคลากรไทยในการจัดงานระดับนานาชาติ
รัฐบาลต้องการต่อยอดผลจากการเป็นเจ้าภาพไปสู่ธุรกิจการจัดประชุม นิทรรศการ และการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล หรือ MICE ตลอดจนการท่องเที่ยวและการลงทุน เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมให้กับประเทศ
ขณะเดียวกัน การยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศจะต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้การจัดงานระดับโลกสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้มากกว่าผลจากการจัดงานในระยะสั้น
GDP สะท้อนศักยภาพประเทศ ตัวแปรสำคัญแข่งขันดึงทุนโลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญต่อการแข่งขันในเวทีโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลจึงต้องการเร่งสร้างโอกาสทางการค้า เปิดตลาดใหม่ ส่งเสริมการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับการทบทวนประมาณการ GDP ปีนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบว่าตัวเลขการลงทุน การส่งออก การจัดเก็บภาษี และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น จะส่งผลต่ออัตราการเติบโตทั้งปีมากน้อยเพียงใด ก่อนที่สภาพัฒน์จะสรุปผลการประเมินและพิจารณาปรับประมาณการอย่างเป็นทางการ







