
เปิดแผนโซลาร์ล้านหลังคา กฟภ.ชงเงินอุดหนุน 5 หมื่นบาทต่อบ้าน เริ่มลงทะเบียนต้น พ.ย.
โซลาร์ล้านหลังคาเรือนใกล้เปิด กฟภ.เร่งระบบลงทะเบียน-สินเชื่อ-ผู้ติดตั้งกว่า 1,000 ราย เตรียม Smart Meter รับไฟส่วนเกิน 1,000 เมกะวัตต์
KEY
POINTS
- กฟภ. เตรียมเปิดโครงการ "โซลาร์ล้านหลังคา" โดยจะเริ่มให้ประชาชนลงทะเบียนได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2569
- ภาครัฐจะมอบเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง โดยจะจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมาโดยตรงหลังการติดตั้งและตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
- ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองในตอนกลางวันเพื่อลดค่าไฟ และขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย
นายประดิษฐ์ เฟื่องฟู รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นความคืบหน้าโครงการโซลาร์รูฟท็อปล้านหลังคาเรือนว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของแบบฟอร์มลงทะเบียนสำหรับประชาชน ขั้นตอนการดำเนินงาน และระบบสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมรับงานติดตั้งระบบ (Vender) โดยจะเริ่มดำเนินโครงการได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2569
สำหรับขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ จะจัดให้มีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ผ่าน 2 หน่วยงาน คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยทั้งสองหน่วยงานจะทำระบบเพื่อให้บริการเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ประชาชนสามารถลงทะเบียน กรอกข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด รวมถึงเลือกว่าจะลงทุนติดตั้งด้วยเงินทุนตนเอง หรือใช้บริการสินเชื่อจากธนาคารที่ร่วมโครงการ
ส่วนผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. ได้ โดยจะมีการตรวจสอบตามระบบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอยู่ในรายชื่อมากกว่า 1,000 ราย แต่รายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขต่าง ๆ ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องมีความรู้และความชำนาญในการติดตั้ง เพื่อให้การติดตั้งมีคุณภาพและปลอดภัย
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการของ กฟภ. ปัจจุบันสามารถลดระยะเวลาดำเนินการในโครงการโซลาร์ภาคประชาชนได้ โดยหากติดตั้งเสร็จและดำเนินการตามเงื่อนไขครบถ้วน ก็สามารถเปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายใน 30 วัน ซึ่งรายละเอียดกรอบเวลาของโครงการจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม
รับเงินอุดหนุน 50,000 บาท
ขณะที่เงินสนับสนุนจากภาครัฐจำนวน 50,000 บาทต่อหลังคาเรือนนั้น แนวทางเบื้องต้นคือ เมื่อประชาชนติดตั้งระบบแล้วเสร็จ การไฟฟ้าตรวจสอบและเห็นชอบว่าสามารถเปิดใช้งานได้ จะมีหน่วยงานเข้าตรวจสอบก่อนโอนเงินสนับสนุนให้แก่ผู้ประกอบการที่รับงานติดตั้ง ตัวอย่างเช่น หากติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 140,000 บาท เมื่อได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท จะทำให้ประชาชนมีภาระเงินลงทุนส่วนที่เหลือ 90,000 บาทซึ่งช่วยลดภาระเงินลงทุนลงได้มาก ในส่วนของเงินอุดหนุนทางภาครัฐจะจ่ายให้กับผู้ติดตั้งระบบโดยตรง
ด้านระบบรองรับการซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป กฟภ.จำเป็นต้องเตรียมระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) ไว้ให้ เนื่องจากเมื่อบ้านติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว กระแสไฟฟ้าสามารถไหลเข้าและออกจากระบบได้ทั้งสองทิศทาง แตกต่างจากการใช้มิเตอร์จานหมุนแบบเดิม จึงต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถตรวจวัดและบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ซึ่งในขั้นตอนของโครงการนี้ประชาชนไม่จำเป็นต้องดำเนินการขอเปลี่ยนมิเตอร์ เพราะ กฟภ.จะเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยข้อมูลจะเชื่อมโยงกับการลงทะเบียนติดตั้งโซลาร์ของประชาชนอยู่แล้ว
อีกทั้ง กฟภ. ยังเตรียมแพลตฟอร์ม Energy Trading เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างบ้านที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์กับบ้านที่ไม่ได้ติดตั้งในอนาคต แต่การเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันยังต้องอาศัย Smart Meter และองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบที่เกี่ยวข้องให้พร้อมก่อน
ส่วนการปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้รองรับไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์เซลล์และจ่ายกลับเข้าสู่โครงข่าย เพราะหากมีไฟฟ้าไหลเข้าระบบมากเกินไปในบางพื้นที่ อาจทำให้เกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าเกิน กฟภ.จึงต้องประเมินและปรับขนาดหม้อแปลงหรือปรับปรุงระบบให้เหมาะสมเพื่อรักษาคุณภาพไฟฟ้า และป้องกันความเสียหายต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าของประชาชน รวมถึงอุปกรณ์ของผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปด้วย
ปริมาณไฟฟ้าส่วนเกินจากโครงการที่อาจไหลกลับเข้าสู่ระบบเท่าไหร่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่เบื้องต้นคาดว่าอาจอยู่ที่ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งการไฟฟ้าฯ สามารถบริหารจัดการได้ เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่ให้บริการของ กฟภ. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น หากมีไฟฟ้าจากโซลาร์เข้ามาก็จะช่วยลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากแหล่งผลิตขนาดใหญ่ลง
การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะช่วยให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน ลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากระบบ ขณะที่ไฟฟ้าส่วนที่ผลิตได้เกินความต้องการสามารถส่งกลับเข้าสู่ระบบได้ตามเงื่อนไขของโครงการ โดยอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินอยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ดี ความคุ้มค่าของการติดตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดระบบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือนด้วย
บ้านใช้ไฟกลางวันคุ้มค่าที่สุด
โดยบ้านที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันมากจะมีโอกาสประหยัดค่าไฟได้โดยตรง เพราะสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้แทนการซื้อไฟฟ้าจากระบบ ในทางกลับกันบ้านที่ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันน้อยและมีไฟฟ้าเหลือส่งกลับเข้าสู่ระบบเป็นส่วนใหญ่ ต้องพิจารณาความคุ้มค่าจากต้นทุนติดตั้ง ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เองและรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินประกอบกัน จึงไม่สามารถสรุประยะเวลาคืนทุนจากยอดค่าไฟรายเดือนเพียงอย่างเดียวได้
สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าตามอัตราค่าไฟฟ้าที่คิดตามช่วงเวลาการใช้งานจริง (TOU) ซึ่งคิดค่าไฟแตกต่างกันตามช่วงเวลา การผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวันที่มีค่าไฟสูงกว่าอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
และหากได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท ก็จะช่วยลดเงินลงทุนเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสให้คืนทุนเร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้ แม้ครัวเรือนจะมีค่าไฟฟ้าเดือนละประมาณ 3,000 บาท ก็ยังต้องพิจารณาว่าใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันหรือกลางคืนมากกว่ากัน รวมถึงรูปแบบการใช้ไฟฟ้าในวันหยุด เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อปริมาณไฟฟ้าที่สามารถผลิตและใช้เองได้จริง







