
คลัง-ธปท.จ่อคุมเพดานดอกเบี้ย 'ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง' 15% จำกัดวงเงิน 2 หมื่นบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยสินเชื่อ BNPL โต 10 เท่าใน 4 ปี คลัง-ธปท. เสนอคุมแพลตฟอร์มรายใหญ่ จำกัดวงเงิน 2 หมื่นบาท ดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี พร้อมนำส่งข้อมูลเครดิต หวังลดความเสี่ยงหนี้เกินตัว
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" (BNPL) เพื่อลดความเสี่ยงการก่อหนี้เกินตัวของผู้บริโภค
- กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ไว้ไม่เกิน 15% ต่อปี
- จำกัดวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ใช้บริการแต่ละรายไว้ไม่เกิน 20,000 บาท และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องส่งข้อมูลให้เครดิตบูโร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) โตแรง จำนวนบัญชีพุ่งจาก 6.2 แสนบัญชีในปี 2564 เป็น 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568 มูลค่าใช้สินเชื่อทะลุ 4 หมื่นล้านบาท คลัง-ธปท. เสนอคุมผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ กำหนดวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อราย ดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายไม่เกิน 15% ต่อปี หวังลดความเสี่ยงก่อหนี้เกินตัว
สินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later: BNPL) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล สะท้อนจากจำนวนบัญชีสินเชื่อที่ขยายตัวมากกว่า 10 เท่าภายใน 4 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการสะสมภาระหนี้ของผู้บริโภค และข้อจำกัดในการประเมินหนี้สินรวมจากข้อมูลเครดิตที่ยังไม่ครอบคลุมผู้ให้บริการบางส่วน
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า จำนวนบัญชี BNPL เพิ่มขึ้นจากประมาณ 6.2 แสนบัญชีในปี 2564 เป็น 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในช่วง 4 ปี โดยเฉพาะปี 2568 ที่จำนวนบัญชีเติบโต 28.3% สูงกว่าบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกันที่เติบโต 3.9% และบัญชีบัตรเครดิตที่เติบโต 1.3%
ขณะที่มูลค่าการใช้สินเชื่อ BNPL เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า จาก 6,834 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 40,713 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนการขยายตัวของสินเชื่อประเภทนี้ตามพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์
BNPL สะดวก แต่เสี่ยงสะสมหนี้เกินกำลัง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จุดเด่นของ BNPL คือการเชื่อมโยงสินเชื่อเข้ากับการซื้อสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยตรง ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้สินเชื่อเป็นทางเลือกในการชำระเงินได้ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อรูปแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ความสะดวกดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคให้น้ำหนักกับยอดผ่อนชำระในแต่ละรายการมากกว่าภาระหนี้ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สินเชื่อพร้อมกันหลายรายการหรือหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน
อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญคือ ข้อมูลสินเชื่อ BNPL จากผู้ให้บริการบางส่วนยังไม่ครอบคลุมในระบบข้อมูลเครดิต ทำให้การประเมินภาระหนี้รวมและความเสี่ยงของผู้กู้ยังมีข้อจำกัด จึงจำเป็นต้องยกระดับการกำกับดูแลควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลสินเชื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น
คลัง-ธปท. เสนอคุมแพลตฟอร์มรายใหญ่ จำกัดวงเงิน 2 หมื่นบาท
กระทรวงการคลังและ ธปท. จึงเสนอให้นำธุรกิจ BNPL ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและมีนัยสำคัญต่อประชาชนในวงกว้างเข้าสู่ระบบกำกับดูแล โดยครอบคลุมแพลตฟอร์มประเภทตลาดสินค้า ซึ่งมีมูลค่าธุรกรรมในประเทศเกิน 100 ล้านบาทต่อปี หรือมีจำนวนผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อเดือนย้อนหลังเกิน 5% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ
หลักเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม-15 พฤศจิกายน 2569 โดยมีสาระสำคัญในการเพิ่มความคุ้มครองผู้บริโภคและควบคุมความเสี่ยงจากการก่อหนี้ ได้แก่
- ผู้ใช้บริการต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี
- วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อรายภายในกลุ่มธุรกิจ
- ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 6 เดือนต่อธุรกรรม
- เพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เกิน 15% ต่อปี
- ผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับอนุญาตและนำส่งข้อมูลให้บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB)
- ห้ามเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อเป็นเงินสด และต้องมีกลไกป้องกันการนำสินเชื่อประเภทอื่นมาชำระหนี้ BNPL
เพดานดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางกำกับดูแล BNPL มีความเข้มงวดในบางด้านมากกว่าสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น โดยเฉพาะการกำหนดเพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายไว้ที่ 15% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราที่กำหนดสำหรับสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น ได้แก่ บัตรเครดิต 16% สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน 25% สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน 24% และนาโนไฟแนนซ์ 33%
เมื่อเทียบกับสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ซึ่งมีเพดานวงเงินและระยะเวลาชำระคืนเท่ากัน BNPL ยังถูกจำกัดวัตถุประสงค์การใช้สินเชื่อให้เชื่อมโยงกับการซื้อสินค้าและบริการ สะท้อนแนวทางกำกับดูแลที่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้เพื่อการบริโภคเกินความจำเป็น
เกณฑ์ใหม่ยังมีข้อจำกัด เสี่ยงกระทบผู้กู้บางกลุ่ม
แม้หลักเกณฑ์ใหม่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้เกินตัว แต่ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเพดานวงเงินครอบคลุมเฉพาะผู้ให้บริการภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน จึงไม่สามารถจำกัดการก่อหนี้ข้ามกลุ่มธุรกิจได้ทั้งหมด การนำส่งข้อมูลเครดิตจึงมีบทบาทสำคัญต่อการประเมินภาระหนี้รวมและความสามารถในการชำระคืนของผู้กู้
ในมุมผู้ประกอบธุรกิจ การกำหนดเพดานดอกเบี้ยที่ 15% ต่อปีอาจลดความยืดหยุ่นในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับต้นทุนและความเสี่ยงของลูกหนี้ ขณะที่ยังต้องแบกรับต้นทุนเงินทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงด้านเครดิต
ผู้ประกอบธุรกิจจึงอาจต้องปรับรูปแบบรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน หรือคัดกรองลูกหนี้เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีข้อมูลทางการเงินจำกัด
การยกระดับกำกับดูแล BNPL จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภค การป้องกันหนี้เกินตัว และการรักษาโอกาสเข้าถึงสินเชื่ออย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุม เพื่อให้สามารถประเมินภาระหนี้ของผู้กู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น







