thansettakij
thansettakij
ผู้เชี่ยวชาญจี้ไทยเร่งวาง Grand Strategy ด้าน AI  เตือนนโยบายไร้ทิศทาง เสี่ยงเสียโอกาสประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญจี้ไทยเร่งวาง Grand Strategy ด้าน AI เตือนนโยบายไร้ทิศทาง เสี่ยงเสียโอกาสประเทศ

นายนรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ชี้เวที IMF–World Bank Annual Meetings 2026 สะท้อนโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจโลก เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนทั้งผลิตภาพและตลาดแรงงาน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสใช้ Small AI เพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจโดยไม่ต้องลงทุนสร้างเทคโนโลยีขนาดใหญ่เอง จี้ไทยเร่งกำหนด Grand Strategy ระบุให้ชัดว่าประเทศต้องการเป็นอะไรในเวทีโลก พร้อมเชื่อมโยงนโยบาย AI การศึกษา และตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน หวั่นการดำเนินนโยบายแบบแยกส่วนทำให้สูญเสียงบประมาณและโอกาสทางเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าไทยขาด Grand Strategy หรือยุทธศาสตร์ใหญ่ด้าน AI ที่ชัดเจน ทำให้การดำเนินนโยบายกระจัดกระจายและเสี่ยงเสียโอกาสของประเทศ
  • แนะให้ไทยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ AI ที่เข้าถึงง่าย (Small AI) เพื่อต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่ เช่น การเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Wellness Hub) แทนการแข่งขันสร้างโมเดลขนาดใหญ่
  • นโยบายภาครัฐควรวัดความสำเร็จจากการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่จากจำนวนผู้ใช้งาน AI
  • เรียกร้องให้เร่งปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะในการกำกับและทำงานร่วมกับ AI ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

การประชุม IMF-World Bank 2026 มีประเด็น AI เป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญ ทั้งบนเวที “Small AI: More and Better Jobs” เพื่อหารือถึงบทบาทของ AI ที่เข้าถึงได้ในการสร้างงานและยกระดับคุณภาพการจ้างงาน รวมถึงเวที “AI and the Global Economy: From Risk to Opportunity” 

นายนรินทร์ฤทธิ์ เปรมอภิวัฒโนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ใหัความเห็นกับฐานเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยต้องเร่งกำหนด Grand Strategyให้ชัดว่าประเทศต้องการเป็นอะไรในเวทีโลก เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงนโยบาย AI ,การศึกษา และตลาดแรงงานเข้าด้วยกัน 

Grand Strategy เชื่อมทุกภาคสู่เป้าหมายเดียวกัน

นายนรินทร์ฤทธิ์มองว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจไทยคือการขาด Grand Strategy หรือยุทธศาสตร์ใหญ่ที่กำหนดชัดเจนว่าประเทศต้องการเป็นอะไรในเวทีโลก และจะสร้างความแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไร

แม้ประเทศไทยจะมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและเป้าหมายการก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศจะไปถึงเป้าหมายนั้นด้วยแนวทางใด และจะใช้จุดแข็งอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

โดยมองว่า การดำเนินนโยบายจำนวนหนึ่งยังมีลักษณะขับเคลื่อนด้วยโครงการเป็นรายเรื่อง หน่วยงานเสนอโครงการเพื่อขอรับงบประมาณ แล้วเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ในภาพกว้าง แต่ขาดเป้าหมายร่วมที่ทำให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างแท้จริง

ผลที่เกิดขึ้นคือ งบประมาณ บุคลากร และทรัพยากรอาจกระจายไปในหลายโครงการ โดยไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ร่วมกันได้เต็มศักยภาพ ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายระยะยาวควรเริ่มจากการตอบให้ได้ว่าประเทศไทยต้องการสร้างคุณค่าอะไรให้กับโลก จากนั้นจึงกำหนดบทบาทของภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคเทคโนโลยีให้สนับสนุนเป้าหมายเดียวกัน แทนการเลือกเทคโนโลยีหรือจัดทำโครงการก่อน แล้วจึงพยายามหาความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ภายหลัง

Small AI ต้องเข้าถึงง่ายและตอบโจทย์

นายนรินทร์ฤทธิ์อธิบายว่า คำว่า Small AI ที่ถูกกล่าวถึงในเวที IMF-World Bank 2026 ว่าสามารถตีความได้หลายมิติ หากพิจารณาทางเทคนิคอาจหมายถึงโมเดล AI ที่มีขนาดเล็กกว่า ใช้ทรัพยากรในการประมวลผลน้อยกว่าโมเดลขนาดใหญ่ แต่ในบริบทของการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวคิดที่ธนาคารโลกนำเสนอ Small AI เน้นการนำเครื่องมือ AI ที่ใช้งานได้จริง มีต้นทุนเข้าถึงได้ และปรับให้เหมาะกับปัญหาเฉพาะด้าน มาใช้แก้โจทย์ในแต่ละภาคส่วน

แนวทางนี้แตกต่างจากการแข่งขันพัฒนา AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการประมวลผลจำนวนมาก ตลอดจนบุคลากรเฉพาะทางระดับสูง

สำหรับประเทศไทย การนำโมเดล AI ที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้จึงอาจเหมาะสมกว่าการทุ่มทรัพยากรเพื่อแข่งขันสร้างโมเดลระดับแนวหน้ากับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกโดยตรง

ตัวอย่างการใช้งาน เช่น การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ วางแผนการตลาด ประเมินยอดขาย ผลิตคอนเทนต์ ตลอดจนค้นคว้าและสรุปงานวิจัย ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการทำงานและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงเครื่องมือที่เดิมอาจต้องใช้งบประมาณสูงในการจัดหาบุคลากรหรือจ้างผู้ให้บริการภายนอก

เตือนรัฐอย่าวัดความสำเร็จ AI แค่จำนวนผู้ใช้งาน

นายนรินทร์ฤทธิ์กล่าวว่า ปัจจุบันหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงทำความเข้าใจว่าจะนำ AI มาใช้กับงานอย่างไร รวมถึงกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหล ความปลอดภัย และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำผลลัพธ์ของ AI ไปใช้งานโดยไม่มีการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม พนักงานจำนวนมากเริ่มนำ AI มาใช้ในการทำงานแล้ว ทั้งการค้นหาข้อมูล สรุปข่าวและงานวิจัย บันทึกการประชุม ร่างจดหมาย ตลอดจนช่วยวิเคราะห์ตลาดและวางแผนการขาย สะท้อนว่าการใช้งานจริงอาจเดินหน้าเร็วกว่าการกำหนดแนวทางภายในองค์กร

ดังนั้น ภาครัฐต้องแยกเป้าหมายระหว่างการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI กับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจใช้ AI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

“ถ้าโจทย์คือการนำเงินภาษีไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ต้องชัดเจนว่าจะนำ AI ไปสร้างมูลค่าให้ประเทศอย่างไร ทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่เพียงให้คนเข้ามาใช้ AI แล้วคิดว่าผลดีจะเกิดขึ้นเอง” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

สำหรับโครงการส่งเสริมการเข้าถึง AI ของภาครัฐ ตนมองว่าความสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินว่าผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย ยกระดับผลิตภาพ หรือสร้างบริการใหม่ได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ รัฐต้องสนับสนุนการใช้งานอย่างปลอดภัย ทั้งการจัดการข้อมูล การกำหนดสิทธิการเข้าถึง และการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงจากการใช้ AI กลายเป็นต้นทุนใหม่ของธุรกิจ

AI ลดต้นทุน SME แต่แรงงานต้องเปลี่ยนทักษะ

นายนรินทร์ฤทธิ์มองว่า การนำ AI เข้ามาทดแทนงานบางประเภทเป็นแรงจูงใจที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการต้องการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายตลาดให้ได้มากที่สุด

ตัวอย่างเช่น งานการตลาดและการผลิตคอนเทนต์ ซึ่งในอดีตอาจต้องใช้งบประมาณจ้างเอเจนซีจำนวนมาก ปัจจุบัน AI สามารถช่วยผลิตสื่อ เผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ และวิเคราะห์ผลตอบรับของลูกค้าได้ ทำให้ธุรกิจมีทางเลือกในการบริหารต้นทุนมากขึ้น

สำหรับ SME ประเด็นสำคัญคือการทำให้ธุรกิจสามารถเติบโต ลดต้นทุน แข่งขันได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ ดังนั้นหาก AI สามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ หรือเข้ามาจัดการงานประเภทได้ดีกว่ามนุษย์ ก็อาจส่งผลกระทบกับการจ้างงานได้

แรงงานจำเป็นต้องปรับตัวไปสู่หน้าที่ที่ใช้ทักษะสูงขึ้น หรือทำงานร่วมกับ AI ในลักษณะที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม

แนะเร่งพัฒนาการศึกษาไทย

สำหรับภาคการศึกษาของไทย นายนรินทร์ฤทธิ์ให้ความเห็นว่าควรต้องเร่งเปลี่ยนแนวทางการผลิตบุคลากร จากระบบที่มุ่งสร้างแรงงานให้มีทักษะคล้ายกันเพื่อเข้าสู่ตลาดงานแบบเดิม ไปสู่การพัฒนาคนที่สามารถกำหนดโจทย์ ใช้ AI อย่างเหมาะสม วิเคราะห์ผลลัพธ์ และตรวจสอบความถูกต้องของงานได้

“คนที่จะยังมีความสำคัญในยุค AI คือคนที่สามารถกำกับ AI ตรวจสอบผลงาน วิเคราะห์ว่าสิ่งที่ AI ทำถูกหรือผิด และประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์กับงานหรือธุรกิจได้” นายนรินทร์ฤทธิ์ย้ำ

ภาครัฐและสถาบันการศึกษาควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การฝึกทักษะใหม่ และการพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI เพื่อให้แรงงานปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยไม่รอให้ผลกระทบด้านการจ้างงานเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยดำเนินการ

ชู Wellness Hub ต่อยอดภูมิปัญญาไทยด้วย AI

สำหรับจุดแข็งที่ประเทศไทยสามารถนำมาต่อยอด นายนรินทร์ฤทธิ์ยกตัวอย่างด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร และอาหาร ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สามารถพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้ หากมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนอย่างเหมาะสม

หากไทยต้องการผลักดันตัวเองสู่การเป็น Wellness Hub ระดับโลก ควรกำหนดให้ชัดว่าต้องการสร้างความแตกต่างด้านใด ไม่ใช่อาศัยเพียงการนำเข้านวัตกรรมจากต่างประเทศ แต่ควรนำองค์ความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศมาพัฒนาต่อยอดด้วย

ตัวอย่างเช่น การนำ AI มาช่วยค้นคว้างานวิจัย วิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการศึกษาสรรพคุณของสมุนไพร มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านอาหารกับโภชนาการและสุขภาพ โดยอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญประกอบการนำไปใช้จริง

แนวทางนี้จะช่วยให้ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับจุดแข็งของตนเอง แทนการทุ่มทรัพยากรเพื่อแข่งขันพัฒนา AI ขนาดใหญ่กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกโดยตรง

นายนรินทร์ฤทธิ์ทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนของตัวเองให้ชัดเจน พร้อมใช้จุดแข็งที่มีอยู่สร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การมีเทคโนโลยีที่ใหญ่หรือทันสมัยที่สุด แต่คือการรู้ว่าประเทศต้องการไปอยู่ตรงไหนในเวทีโลก และจะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างไร โดยมี Grand Strategy เป็นกรอบเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน