
ADB ดันโครงการลงทุนระดับพันล้านดอลลาร์ ช่วยไทยแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา
ADB ประกาศเตรียมผลักดันโครงการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา บรรเทาและป้องกันน้ำท่วมไทย ชี้งบรัฐจำกัด ต้องดึงเงินเอกชนผ่านเครื่องมือการเงินรูปแบบใหม่ ท่ามกลางภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้น
KEY
POINTS
- ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กำลังผลักดันโครงการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
- โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาและป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากที่ทวีความรุนแรงขึ้น
- เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีจำกัด โครงการจึงจำเป็นต้องระดมทุนจากภาคเอกชนผ่านเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่
ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ กรุงเทพมหานคร เวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ ASEAN in a Changing Global Landscape ได้หยิบยกประเด็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นมาเป็นวาระสำคัญคู่ขนานไปกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยมีประเทศไทยเป็นกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดกรณีหนึ่ง
ADB ดันลงทุนลุ่มเจ้าพระยา สกัดน้ำท่วมซ้ำซาก
นายสกอตต์ มอร์ริส รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า การสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ได้กลายเป็นหลักการทำงานสำคัญของ ADB แล้ว แต่การรับมือต้องคำนึงถึงความหลากหลายของประเภทวิกฤตและความแตกต่างของแต่ละประเทศในเอเชีย และต้องเดินหน้าพร้อมกันหลายมิติ ทั้งการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดหลังยุคโควิด-19 การสร้างกันชนรองรับอุปทานพลังงานระยะสั้น ควบคู่กับการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว
หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนคือการรับมือภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย
"ADB อยู่ระหว่างการผลักดันโครงการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อบรรเทาและป้องกันปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีจำกัด จึงจำเป็นต้องระดมทุนจากภาคเอกชนผ่านเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่" นายสกอตต์ กล่าว
พร้อมเน้นย้ำว่าต้องเร่งส่งเสริมให้แต่ละประเทศพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างแดนไปพร้อมกัน
นายสกอตต์ ยังย้ำถึงบทบาทของ ADB และธนาคารโลกในการให้กู้ยืมเพื่อการปรับโครงสร้างนโยบาย (Policy Lending) ในประเทศอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะด้านกฎระเบียบการกำกับดูแลเพื่อความมั่นคง และชี้ว่าการประสานงานระหว่าง ADB ธนาคารโลก และ IMF ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันและส่งเสียงด้วยท่าทีเดียวกัน เช่นกรณีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย หรือโครงการ Danantara
ญี่ปุ่นห่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ชู "โครงสร้างพื้นฐานคุณภาพ"
สอดคล้องกับ นายอัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังด้านกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ที่แสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ซึ่งญี่ปุ่นได้ร่วมมือกับธนาคารโลกและ ADB มาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ นายอัตสึชิ เสนอกรอบการปรับตัวเชิงโครงสร้างระยะยาว A, B, C, D ได้แก่ Aging (สังคมสูงวัย), Bipolarization และการแข่งขันทางห่วงโซ่อุปทาน, Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และ Digitalization (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) โดยในระยะสั้นแนะให้ใช้มาตรการแบบ Triple T คือ ตรงจุด (Targeted) เหมาะสมกับสถานการณ์ (Tailored) และเป็นมาตรการชั่วคราว (Temporary)
เอลนีโญจ่อซ้ำเติม ฉุดความมั่นคงอาหาร
ด้าน นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก IMF เตือนว่า ปัจจัยความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น เอลนีโญ (El Niño) ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของทั้งอาเซียนและประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
ขณะที่ นายอีไล เอ็ม. เรโมโลนา จูเนียร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ระบุว่า ธนาคารกลางได้หันมาพึ่งพาการวิเคราะห์ฉากทัศน์สมมติ (Scenario Planning) มากขึ้น ทั้งระดับปกติและระดับรุนแรงเป็นพิเศษ เพื่อเตรียมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาคเกษตรกรรมจากเอลนีโญ ที่จะปรากฏชัดเจนในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2570
งบรัฐตึงตัว โจทย์ใหญ่การคลังอาเซียน
ประเด็นที่ ADB ชี้ว่างบประมาณภาครัฐมีจำกัดจนต้องดึงเงินเอกชน สอดรับกับข้อกังวลของ IMF ต่อจุดอ่อนทางการคลังของภูมิภาค โดยนายกฤษณะ ระบุว่า มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลในภูมิภาคกว่าร้อยละ 50 ในช่วงที่ผ่านมาเป็นการอุดหนุนแบบหว่านแหและไม่ตรงจุด ซึ่งมีต้นทุนสูงและขาดประสิทธิภาพ
ขณะที่การจัดเก็บรายได้ภาครัฐของอาเซียนยังต่ำเกินไป โดยมีสัดส่วนรายได้ภาษีเฉลี่ยเพียงร้อยละ 10 ของ GDP เทียบกับประเทศคู่เทียบอื่นที่สูงกว่าร้อยละ 15 ของ GDP
ด้าน นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ได้เสนอ 4 แนวทางฝ่าความผันผวน โดยประการแรกคือการรักษาและปกป้องพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เพื่อให้แต่ละประเทศมีทรัพยากรและกันชนเพียงพอเมื่อต้องเผชิญวิกฤต ตามด้วยการเร่งปฏิรูปโครงสร้างเชิงตลาดโดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำ การขยายการค้าภายในภูมิภาค และการกระชับความร่วมมือด้านดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายพลังงาน
ทั้งนี้ นางคริสตาลินา ระบุว่า เอเชียคือเครื่องยนต์หลักของการเติบโตเศรษฐกิจโลก โดยปีนี้ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม สัดส่วนการเติบโตเศรษฐกิจโลกที่มาจากเอเชียคาดว่าจะพุ่งถึงร้อยละ 68 ขณะที่อาเซียน 11 ประเทศ มีขนาดเศรษฐกิจรวม 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ประชากรราว 700 ล้านคน และเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.5 ต่อปี






