
ลงทุนโรงงานทะลุ 1.06 แสนล้าน กรอ.เปิดยอดขอ รง.4 กว่า 2,100 รายใน 5 เดือน
เปิดตัวเลขลงทุนโรงงานกว่า 1.06 แสนล้านบาท กรอ.เผย 5 เดือนยื่นขอ รง.4 กว่า 2,100 ราย จับตา 606 คำขอยังอยู่ระหว่างพิจารณา สศอ.ชี้นโยบายชัดคือกุญแจดึงทุน
KEY
POINTS
- กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยข้อมูลการยื่นขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน (รง.4) ในช่วง 5 เดือน (พ.ค.-ก.ย. 69) มีจำนวนทั้งหมด 2,183 ราย
- มูลค่าการลงทุนรวมจากการยื่นขอใบอนุญาตดังกล่าวสูงถึง 106,884.28 ล้านบาท
- ในจำนวนผู้ยื่นขอทั้งหมด ได้รับใบอนุญาตแล้ว 1,202 ราย และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 606 ราย
9 ตุลาคม 2569 นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การขอใบอนุญาต รง. 4 ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2569 กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากข้อมูลวันที่ 27 กันยายน 2569 มีจำนวนทั้งหมด 2,183 ราย รวมมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 106,884.28 ราย โดยล่าสุดได้รับใบอนุญาตแล้ว 1,202 ราย อยู่ระหว่างพิจารณา 606 ราย และถอน/ยุติคำขอ 375 ราย
ส่วนการแจ้งประกอบกิจการช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. 69 นั้น มีทั้งหมด 1,152 ราย สามารถตั้งโรงงานได้แล้วเสร็จจำนวน 539 ราย อยู่ระหว่างพิจารณา 244 ราย และถอน/ยุติจำนวน 349 ราย โดยมีมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 58,741.01 ล้านบาท มีจำนวนคนงาน 18,677 ราย
นโยบายชัดกุญแจดึงลงทุน
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า แนวโน้มการเปิด และปิดโรงงานอุตสาหกรรมในช่วงที่เหลือของปีจะเป็นอย่างไรนั้น ในความเป็นจริงนโยบายจะเป็นปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวชี้วัด เพราะเมื่อนโยบายมีความชัดเจนนักงทุนก็กล้าที่จะตัดสินใจลงทุน โดยหากดูในปี 2668 จะเห็นว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เข้ามาค่อนข้างมาก รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งบางกรณีอาจเรียกว่าเป็นการขยายโรงงาน
“ประเด็นสำคัญของการเปิดและปิดโรงงาน ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายต้นทางว่าจะมีความชัดเจน หรือส่งเสริมทางด้านไหน เมื่อผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมโอกาสตั้งโรงงานก็มีมากขึ้น ซึ่งจะไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณใดนำ"
อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าการเปิดและปิดโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเรื่องปกติ โดยต้องการให้มองเห็นภาพว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง หรือปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนไปพอสมควร จากการที่มีเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี
ดังนั้น จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการปิดเพื่อเปิดใหม่ โดยอาจเป็นผู้ประกอบการายเดียวกันที่มีการปรับเปลี่ยน หรือยกระดับกิจการ แต่ด้วยเงื่อนไขหรือข้อจำกัดทางข้อกฏหมายซึ่งตีความว่าเป็นคนละประเภททำให้ต้องถือว่าเป็นอุตสาหกรรมประเภทใหม่ ทำให้เกิดการเข้าจผิดได้ว่าเลิก แต่ในความเป็นจริงคือการปรับเปลี่ยน







