thansettakij
thansettakij
‘เอกนิติ’ ลั่นเก็บภาษีเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท กระตุ้นไทยเที่ยวไทย

‘เอกนิติ’ ลั่นเก็บภาษีเดินทางต่างประเทศ 1,000 บาท กระตุ้นไทยเที่ยวไทย

07 ต.ค. 69 | 09:22 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ต.ค. 69 | 09:35 น.

‘เอกนิติ’ ลั่นเก็บภาษีเดินทางต่างประเทศ กระตุ้นไทยเที่ยวไทย หลังสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็น พ.ร.บ.เดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาท/เที่ยวบิน ถึง 29 ต.ค.นี้

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเสนอแนวคิดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นและลดการไหลออกของเงินทุน
  • ในระยะแรกจะจัดเก็บเฉพาะการเดินทางทางอากาศในอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง กับผู้เดินทางทุกสัญชาติ
  • การเดินทางทางบกและทางน้ำจะได้รับการยกเว้นภาษีในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้กฎหมาย
  • ข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นเพียงร่างกฎหมายที่กรมสรรพากรกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ถึง 29 ต.ค.นี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกประเทศทุกสัญชาติ ว่า เข้าใจว่าหลักการดังกล่าวน่าจะมาจากการเก็บภาษีคนไทยไปเมืองนอก ไม่ได้รวมต่างชาติ เพราะวันนี้เงินไหลออกนอกประเทศเยอะมาก ซึ่งอยากให้คนไทยเที่ยวไทย

ทั้งนี้ ตนยังไม่รับทราบรายละเอียดการเปิดรับฟังความคิดเห็นกฎหมายดังกล่าว 

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

สรรพากรเปิดฟังความเห็น เก็บภาษีเดินทางต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสรรพากรได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการร่างพระราชบัญญัติภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. .... ครั้งที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.- 29 ต.ค.2569 

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือ การกำหนดให้ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรทุกสัญชาติมีหน้าที่เสียภาษีทุกครั้งที่เดินทางออกจากประเทศไทย เว้นแต่จะเข้าหลักเกณฑ์ได้รับยกเว้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยในระยะแรกจะจัดเก็บเฉพาะการเดินทางทางอากาศ ในอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง และกำหนดเพดานภาษีไว้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อครั้ง

เก็บภาษีทุกสัญชาติ 1,000 บาท/เที่ยวบิน

ทั้งนี้ ในเอกสารการเปิดรับฟังความคิดเห็น ระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กระทรวงการคลังจึงมอบหมายให้กรมสรรพากรพิจารณาการจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจากผู้เดินทางทุกสัญชาติ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการจัดเก็บให้ครอบคลุมผู้เดินทางทุกสัญชาติ โดยให้อัตราภาษีเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่เกิน 5,000 บาทต่อการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรหนึ่งครั้ง ขณะที่ในช่วงเริ่มต้น ร่างกฎหมายกำหนดให้จัดเก็บภาษีเฉพาะผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรทางอากาศในอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง 

เฟสแรก ยกเว้นภาษีเดินทางออกนอกประเทศทางบกและทางน้ำ

สำหรับผู้เดินทางออกนอกประเทศทางบกและทางน้ำจะได้รับยกเว้นภาษีในระยะแรก สำหรับการเดินทางทางอากาศ ผู้เดินทางบางประเภทจะได้รับยกเว้นตามหลักเกณฑ์เดียวกับการยกเว้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก หรือ Passenger Service Charge (PSC) 

โดยครอบคลุมบุคคลและกลุ่มที่กำหนดไว้ในร่างหลักการ เช่น พระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ตามที่ระบุ รวมถึงผู้ติดตามในขบวนเสด็จ สมเด็จพระสังฆราชและผู้ติดตาม ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศและผู้ติดตาม ตลอดจนราชอาคันตุกะและอาคันตุกะของรัฐบาลพร้อมผู้ติดตาม

นอกจากนี้ ยังรวมถึงเด็กอายุไม่เกิน 2 ปี คณะผู้ตรวจขององค์การห้ามอาวุธเคมี ผู้โดยสารที่เดินทางด้วยอากาศยานของราชการไทยหรือราชการต่างประเทศ หรืออากาศยานอื่นที่ใช้ในภารกิจราชการ ตลอดจนผู้โดยสารผ่านระหว่างประเทศที่ไม่ได้ออกจากบริเวณห้องผู้โดยสารผ่าน และผู้โดยสารผ่านที่จำเป็นต้องพักอยู่ภายในสนามบินเพื่อเปลี่ยนเครื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด

ส่วนผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับกิจการขนส่ง ซึ่งเดินทางโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารและเดินทางออกนอกประเทศตามหน้าที่การงานของผู้ประกอบกิจการขนส่งที่ตนสังกัด จะไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีตามหลักการของร่างกฎหมาย

เล็งเก็บภาษีรวมตั๋วโดยสาร

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายกำหนดให้ผู้เดินทางชำระภาษีก่อนเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยผู้ประกอบกิจการขนส่งคนโดยสารระหว่างประเทศหรือตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารจะเป็นผู้เรียกเก็บภาษีพร้อมกับค่าโดยสาร

อย่างไรก็ตาม กรณีผู้เดินทางไม่ได้ซื้อบัตรโดยสาร ไม่ได้ชำระค่าโดยสารผ่านผู้ประกอบกิจการขนส่งหรือตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร รวมถึงกรณีไม่มีการออกบัตรโดยสารหรือไม่มีการเรียกเก็บค่าโดยสาร ผู้เดินทางจะต้องชำระภาษีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

ในส่วนของการบังคับใช้ ร่างกฎหมายกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินและเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมถึงมีอำนาจออกหมายเรียกหรือคำสั่ง และตรวจค้นหรือยึดบัญชี เอกสาร ตลอดจนหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของกฎหมาย

กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้เกี่ยวข้องไม่ชำระภาษีตามกำหนด ร่างหลักการกำหนดเบี้ยปรับเป็นจำนวน 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือที่ต้องชำระหรือนำส่ง และกำหนดเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ค้างชำระ โดยไม่รวมเบี้ยปรับ

นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษกรณีหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี เช่น การแจ้งข้อความหรือให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ การแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือการใช้วิธีการอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ตลอดจนกรณีขัดขวางหรือไม่ให้ความร่วมมือแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ และการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยอาจใช้มาตรการปรับเป็นพินัยตามกรณี

บังคับใช้หลัง 180 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับระยะเวลาการบังคับใช้ ร่างกฎหมายกำหนดให้มีผลเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมระบุว่า หากผู้เดินทางซื้อบัตรโดยสารก่อนวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ จะไม่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ แม้จะเดินทางออกนอกราชอาณาจักรตั้งแต่วันเริ่มมีผลบังคับใช้หรือภายหลังจากนั้นก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หลักการทั้งหมดเป็นข้อเสนอในร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น รายละเอียดอัตราภาษี หลักเกณฑ์ยกเว้น และขั้นตอนการจัดเก็บจึงต้องติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศมาแล้ว โดยจัดเก็บภาษีจากผู้มีสัญชาติไทยและคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และมีวัตถุประสงค์ในขณะนั้นเพื่อป้องกันการนำเงินตราต่างประเทศออกนอกประเทศมากเกินสมควร ตลอดจนรักษาดุลการชำระเงินของประเทศ

โดยประเทศไทยเคยประกาศใช้พระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2526 กำหนดอัตราภาษีการเดินทางทางอากาศครั้งละ 1,000 บาท และการเดินทางทางบกหรือทางน้ำครั้งละ 500 บาท

ต่อมามีการยกเว้นภาษีสำหรับการเดินทางทางบกและทางน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2529 และยกเว้นภาษีสำหรับการเดินทางทางอากาศตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2534 ทำให้การจัดเก็บภาษีดังกล่าวตามระบบเดิมไม่ได้ดำเนินต่อไปในลักษณะเดียวกับช่วงแรก

เอกสารเปิดรับฟังความคิดเห็น