
World Bank ชี้ไทยเสี่ยงแบกรับต้นทุน ‘Data Center’ หากเศรษฐกิจดิจิทัลโตไม่ทัน
เวิลด์แบงก์เตือน Data Center ใช้น้ำ-ไฟฟ้ามหาศาล ระบุไทยยังดึงประโยชน์เศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ ชี้ต้องสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่อง พร้อมแนะเร่งต่อยอดสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
KEY
POINTS
- ธนาคารโลกชี้ว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลด้านน้ำและไฟฟ้าจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
- ความเสี่ยงนี้เกิดจากเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยยังเติบโตไม่ทัน ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างเต็มที่เพื่อสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
- หากเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ขยายตัวตาม การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง (Spillover Effect) ทำให้ต้นทุนที่ประเทศจ่ายไปไม่คุ้มค่า
นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโส ธนาคารโลก (World Bank) ผู้รับผิดชอบประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นเรื่องของทรัพยากรน้ำกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทย ว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลก โดย Data Center ต้องการทั้งน้ำและไฟฟ้าในปริมาณมาก ซึ่งเป็นความท้าทายที่แทบทุกประเทศกำลังเผชิญ
ทั้งนี้ ในมุมของการบริหารจัดการน้ำจะต้องมองว่าจะทำอย่างไรเวลาที่มีน้ำมาปริมาณมาก หรือหากไม่พอก็จะต้องหาเข้ามาให้เพียงพอ
ผันน้ำท่วมมาใช้ประโยชน์
อย่างไรก็ดี หากมองในกรณีของหาดใหญ่ ซึ่งเกิดน้ำท่วมตลอด หากสามารถบริหารจัดการให้มีการกักเก็บน้ำไปไว้ยังที่ดาต้าเซ็นเตอร์ควรจะอยู่ ซึ่งจะเป็นการนำความคิด 2 มุมมองมาเปรียบเทียบกัน
หากจะคิดแยก การบริหารจัดการน้ำก็มองไปทางหนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ลงทุนก็มองไปอีกทางหนึ่ง แต่สุดท้ายเม็ดเงินที่ลงมาอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้รับผลประโยชน์จากเศรษฐกิจเต็มที่ โดยหากพูดเรื่องไฟฟ้า หลายประเทศเริ่มดูแล้วว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ใช้ไฟเพียงอย่างเดียว ควรจะต้องมีเทคโนโลยีที่ผลิตไฟขายกลับให้ด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา ก็ประสบปัญหาดังกล่าว และเริ่มมีแนวคิดอย่างที่กล่าวไว้
อย่างไรก็ตาม ในมุมของน้ำหากมีการนำน้ำมาใช้ต้นทุนของน้ำจะมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันไทยยังไม่มี โดยน้ำที่ใช้ฟรีมาตลอดด้านการเกษตร ผู้ใช้อาจไม่สามารถใช้ได้ แต่หากนำน้ำมาใช้ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์คิดราคาเท่าาไหร่ และคิดถึงผลว่าได้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหรือไม่ ต้องนำมาผสมกันเป็นสมการ
ไทยยังใช้ประโยชน์ดาต้าเซ็นเตอร์ได้ไม่เต็มที่
ส่วนคำถามที่ว่าควรคิดค่าไฟจากดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่าประชาชาทั่วไปเป็นความเหมาะสมหรือไม่นั้น ต้องเรียนว่าดาต้าเซ็นเตอร์ปัจจุบันมีการใช้ทรัพยากร ดังนั้นโจทย์ใหญ่ก็คือดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้ไทยปรับเรื่องระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยนำอินเทอร์เน็ต ข้อมูล (Data) และนวัตกรรมมาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ การผลิต การบริการ และการใช้ชีวิต (Digital Economy) อย่างไร หรือจะทำให้การลงทุนดังกล่าวมีประโยชน์เพิ่มกับส่วนอื่นในระบบเศรษฐกิจหรือไม่
หากมีในส่วนดังกล่าวนี้ ก็จะคิดว่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มีประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะฉะนั้นต้นทุนที่จะต้องจ่ายก็มากระจายเพื่อมีผลกระทบต่อเนื่อง (Spillover Effect) ได้ แต่ปัจจุบันด้วยประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของไทยอาจจะยังไม่สามรรถใช้ประโยชน์จากดาต้าเซ็นเตอร์ได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นผู้ที่คำนึงถึงต้นทุนในการให้พลังงานจะต้องคำนึงถึงเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย เพราะไม่สามารถนำผลประโยชน์ต่อเนื่อ (Spillover) ในเศรษฐกิจเข้ามาคำนวณในสมการนั้นได้
นายขวัญพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงมีแนวทางการแก้ไขม เช่น ต้องเร่งขยาย Digital Economy ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้เกิดการกระจายประโยชน์จากผลตอบแทนที่ลงมาไม่ใช่ได้ประโยชน์เฉพาะแค่กลุ่มหนึ่ง
ในการคำนวณต้นทุนพลังงาน ต้องคำนึงถึงความจริงที่ว่าปัจจุบันไทยยังไม่สามารถดึงเอาผลประโยชน์ต่อเนื่องมาคำนวณในสมการเศรษฐกิจได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย







