thansettakij
thansettakij
ผ่างบฯ Thai PBS ภาษีบาปปีละ 2 พันล้าน กับปมร้อน สตง. ตรวจจัดจ้างพิเศษบริษัทเดียว

ผ่างบฯ Thai PBS ภาษีบาปปีละ 2 พันล้าน กับปมร้อน สตง. ตรวจจัดจ้างพิเศษบริษัทเดียว

24 ก.พ. 2569 | 09:28 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.พ. 2569 | 09:43 น.

ย้อนรอยงบประมาณจาก "ภาษีบาป" สู่ข้อครหา "ผลประโยชน์ซ้ำซ้อน" เมื่อ สตง. ยกทัพมือดี 16 ชีวิต บุกค้นรังไทยพีบีเอส เจาะปมใช้รถหลวงเบิกเงินซ้อน และการจ้างผลิตรายการวิธีพิเศษที่เอื้อเอกชนรายเดียวฟัน 36 ล้านบาท ถึงเวลาตั้งคำถาม...เงินภาษีประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าจริงหรือ?

KEY

POINTS

  • ย้อนรอยประเด็นร้อน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตั้งทีมเฉพาะกิจ 16 คน เข้าตรวจสอบการใช้งบประมาณของไทยพีบีเอสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังมีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส
  • ประเด็นสำคัญที่ถูกตรวจสอบคือการจัดจ้างบริษัทเอกชนรายเดียวผลิตรายการข่าวด้วย "วิธีเฉพาะเจาะจง" ติดต่อกัน 3 ปี มูลค่ากว่า 36 ล้านบาท ซึ่งอาจเป็นการเลี่ยงการประมูล
  • ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณหลักจาก "ภาษีบาป" (สุราและยาสูบ) ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ทำให้เกิดคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้เงินภาษี

ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นในสื่อสารมวลชนยุคดิจิทัล องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (ThaiPBS) กำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่

ที่มาจากปัญหาธรรมาภิบาล "ความโปร่งใส" ในการบริหารจัดการงบประมาณมหาศาลจากภาษีประชาชน เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตัดสินใจยกคณะชุดใหญ่บุกตรวจสอบปมร้อนที่สะสมมานาน

เปิดฉาก "ทีมเฉพาะกิจ" 16 ยอดฝีมือ บุกวิภาวดี

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาที่สุดเกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการ สตง. ได้สั่งการแต่งตั้งทีมเฉพาะกิจ 16 คน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมือดีจาก 3 ด้านหลัก

ได้แก่ ด้านการเงิน ด้านสืบสวน และด้านความคุ้มค่า เข้าตรวจสอบไทยพีบีเอสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หน่วยงานสื่อสาธารณะ

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการตรวจสอบพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่ส่อไปในทางไม่คุ้มค่าและอาจถึงขั้นทุจริต

ไทม์ไลน์มรสุม: จาก "รถหลวง" ถึง "จ้างพิเศษ" 36 ล้าน

ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยพีบีเอสไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เดี่ยว แต่ร้อยเรียงกันเป็นลำดับดังนี้:

ธันวาคม 2568: เรื่องแดงขึ้นเมื่อพนักงานในองค์กรร้องเรียนเรื่องผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักข่าวและผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือน (17,000 - 30,000 บาท) แต่ยังใช้รถส่วนกลางรับ-ส่งตนเอง ซึ่งอาจจะถือเป็นการรับผลประโยชน์ซ้ำซ้อนหรือไม่

มกราคม 2569: สตง. รับเรื่องร้องเรียนและเริ่มตั้งทีมสืบสวนหาข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ขณะที่ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ออกมายอมรับว่า "ไม่มีระเบียบเรื่องการใช้รถหลวง" มาก่อนตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2551

18 ก.พ. 2569: ทีมเฉพาะกิจ สตง. 6 คนแรก นำโดยผู้ช่วยผู้ว่าการฯ เข้าตรวจพื้นที่จริง เน้นไปที่การจัดซื้อจัดจ้างของสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา

22 ก.พ. 2569: นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ออกหนังสือการันตีว่าอดีต ผอ.สำนักข่าว ไม่มีความผิดกรณีใช้รถหลวง โดยอ้างว่าตรวจสอบแล้วไม่พบการผิดระเบียบ 

ปัจจุบัน: สตง. กำลังขยายผลการตรวจสอบไปสู่การ "แบ่งซื้อแบ่งจ้าง" และการใช้ "วิธีเฉพาะเจาะจง" ในการจ้างผลิตรายการที่ส่อเจตนาเลี่ยงการประมูลแข่งขัน

ปมจ้างผลิตรายการ: ช่องโหว่ "วิธีพิเศษ" ที่ราคาแพงเกินจริง?

สิ่งที่ สตง. ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการพบว่ามีบริษัทเอกชนเพียงรายเดียว กวาดสัญญาจ้างผลิตรายการข่าวแบบวิธีเฉพาะเจาะจงต่อเนื่อง 3 ปี (2566-2568) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 36 ล้านบาท

ทั้งที่มีคำถามว่าไทยพีบีเอสมีบุคลากรและอุปกรณ์พร้อมอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องจ้างภายนอกด้วยงบประมาณมหาศาล

นอกจากนี้ยังมีรายการจัดซื้อจัดจ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น การจ้างที่ปรึกษาหรือผู้แปลซับไตเติล ที่มักใช้วิธีเฉพาะเจาะจงโดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเสมอ

ส่องขุมทรัพย์ภาษีบาป: 16 ปี กับงบประมาณที่ต้องตอบสังคม

ไทยพีบีเอสคือองค์กรที่ยืนอยู่บนเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ หรือเรียกกันสั้นๆว่า "ภาษีบาป" ในอัตรา 1.5%

รายได้หลัก: กฎหมายกำหนดให้มีรายได้สูงสุดไม่เกิน ปีละ 2,000 ล้านบาท แต่ในช่วงหลังปี 2557 รายได้รวมพุ่งสูงถึง 2,200 - 2,500 ล้านบาทต่อปี จากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX)

เงินประเดิมเริ่มต้น: เมื่อปี 2551 ได้รับทุนประเดิมจากทรัพย์สินที่โอนมาจาก สปน. กว่า 1,107 ล้านบาท และรัฐบาลอนุมัติงบให้อีก 340 ล้านบาท

สถานะปัจจุบัน: ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ไทยพีบีเอสเริ่มมี รายจ่ายสูงกว่ารายได้ โดยต้นทุนการผลิตรายการสูงถึงปีละกว่า 1,000 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรอีกราว 600 - 700 ล้านบาทต่อปี

คำถามถึง "สื่อสาธารณะ": คุ้มค่าเงินภาษีจริงหรือ?

บทสรุปการตรวจสอบภายใน 60 วันของ สตง. จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าไทยพีบีเอสยังคงเป็น "ที่พึ่งของสังคม" หรือเป็นเพียง "แดนสนธยา" ที่ใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างฟุ่มเฟือย การที่ผู้บริหารออกมาปกป้องกันเองก่อนที่การตรวจสอบจากหน่วยงานกลางจะสิ้นสุดลง ยิ่งตอกย้ำความสงสัยในใจประชาชนว่า

เงินภาษีทุกบาทที่ไหลเข้าสู่สถานีแห่งนี้ ถูกใช้อย่าง "คุ้มค่า ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล" ตามที่กฎหมายกำหนดไว้จริงหรือไม่