
ยกเครื่อง ‘กองทุนกีฬาแห่งชาติ’ จ่อปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มส่วนแบ่ง 'ภาษีบาป'
กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กำลังเผชิญปัญหาแหล่งเงินทุนหลักที่ได้รับจัดสรรจากภาษีบาป มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และจะมีทางออกต่อเรื่องนี้อย่างไร “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีคำตอบ
KEY
POINTS
- กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติกำลังเผชิญปัญหารายได้หลักลดลง ซึ่งมาจากส่วนแบ่งภาษีบาป (สุราและบุหรี่) ในอัตรา 2%
- สาเหตุของรายได้ที่ลดลงเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ดื่มและสูบน้อยลง ทำให้งบประมาณไม่เพียงพอต่อการพัฒนากีฬา
- นายกอนุทิน สั่งกระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีหรือเพิ่มเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากภาษีบาป เพื่อให้กองทุนมีงบประมาณเพียงพอ
กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ หรือ กองทุนการกีฬา เป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนวงการกีฬาของไทย แต่ประเด็นที่น่ากังวล คือ แหล่งเงินทุนหลักของกองทุนฯ ซึ่งได้รับจัดสรรจากภาษีบาป ในอัตรา 2% กำลังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และจะมีทางออกต่อเรื่องนี้อย่างไร “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีคำตอบ
กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กำลังเผชิญปัญหารายได้หลักจากส่วนแบ่งภาษีบาป ลดลง
รมว.สุรศักดิ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การพัฒนาด้านกีฬาของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระหว่างรอแยกมาจัดตั้งกระทรวงการกีฬา ภายใต้งบประมาณปี 2570 นอกจากจะจัดสรรงบประมาณของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา มาใช้ด้านการกีฬา อยู่ที่ 5,897 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 39.2% จากกรอบงบประมาณรายจ่าย 15,061 ล้านบาท ที่ได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณแล้ว
ยังมีกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) ซึ่งแหล่งเงินทุนหลักของกองทุนนี้ จะได้รับจัดสรรจาก ภาษีสรรพสามิต (Sin Tax) ของบุหรี่และสุราในอัตรา 2% หรือปีละประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท แต่ปัจจุบันกำลังมีแนวโน้มได้รับการจัดสรรรายได้เข้ากองทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวล
ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565-2568 รายได้ที่ได้รับของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ตาม พรบ.การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 37 จะอยู่ในระดับ 4,000 ล้านบาท แต่กำลังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีงบประมาณ 2569 (1 ต.ค. 2568-31 พ.ค.2569) รายได้กองทุนกีฬา อยู่ที่ 2,864 ล้านบาท
เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ดื่มและสูบน้อยลง อีกทั้งมูลค่าของเงินที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้งบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ต่อการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
นายกอนุทิน สั่งคลังพิจารณาปรับโครงสร้างภาษี หรือเพิ่มเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งจากภาษีบาป
ล่าสุดนายกรัฐมนตรี อนุทิน ได้สั่งให้กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาปรับโครงสร้างภาษี หรือเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งใหม่ เพื่อให้เพียงพอต่อการพัฒนาการกีฬาในเชิงรุกที่จะเกิดขึ้น
โดยรายได้ของกองทุนกีฬา อยู่ภายใต้โครงสร้างของ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ประธานบอร์ดกองทุนฯ คือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนเดียวกับประธานบอร์ดกกท. เพื่อให้การทำงานระหว่างกองทุนและ กกท. มีความสอดประสานกัน เพื่อสนับสนับการพัฒนากีฬาไทยสู่ระดับสากล ซึ่งหลังจากการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองทุนกีฬาก็จะยังคงอยู่กับกกท. และย้ายไปสังกัดกระทรวงการกีฬา ที่จะจัดตั้งขึ้น
ขณะที่การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ในส่วนของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ทางประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ได้มอบนโยบายให้กองทุน จัดสรรงบประมาณให้แก่ผู้ขอรับการสนับสนุน ให้ทั่วถึงและเป็นธรรม
ขณะนี้แนวทางการดำเนินการดังกล่าวได้มีการจัดกลุ่มศักยภาพให้แก่สมาคมกีฬา เพื่อเปิดโอกาสให้กับสมาคมกีฬา เข้าถึงแหล่งทุนมากยิ่งขึ้น และให้การสนับสนุนสอดคล้องกับบทบาทและศักยภาพของแต่ละองค์กร
ทั้งการสนับสนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย สำหรับนักกีฬาคนปกติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานักกีฬาในระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย สำหรับนักกีฬาพิการ เพื่อพัฒนานักกีฬา สร้างโอกาสความเสมอภาค และสมาคมกีฬา จังหวัด เพื่อสนับสนุนการพัฒนากีฬาในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ เสริมสร้างรากฐานกีฬาให้เข้มแข็งและยั่งยืน
แจงยิบงบสนับสนุนด้านกีฬา ของกองทุนกีฬา
ทั้งนี้ในกองทุนพัฒนาการกีฬา จะพบว่า เงินถึงมือนักกีฬาทั้งทางตรงและทางอ้อม มากกว่า 80% ประกอบไปด้วยถึงมือนักกีฬาทางตรง ในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 688 ล้านบาท (14%) ปีงบ 2569 อยู่ที่ 1,310 ล้านบาท (31.76%) ไม่ว่าจะเป็น เงินรางวัล ทุนการศึกษา และสวัสดิการ และถึงมือนักกีฬาทางอ้อม ปีงบ 2568 อยู่ที่ 4,039 ล้านบาท (82%) ปีงบ 2569 อยู่ที่ 2,645 ล้านบาท (64%) เช่น จัดการแข่งขันระดับชาติ/นานาชาติ การเก็บตัวฝึกซ้อม เงินสนับสนุนสมาคม และการส่งแข่งขันนานาชาติ
ในช่วงปี 2568-2569 เงินจากกองทุนกีฬากว่า 80% ถูกนำไปสนับสนุนนักกีฬา ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ใช่ถูกใช้แค่ 8% ตามที่มีการเข้าใจคาดเคลื่อน พร้อมยืนยันว่าไม่มีการค้างจ่ายเงินรางวัลนักกีฬา 291 ล้านบาทแต่อย่างใด”
สำหรับการจัดสรรงบประมาณ ตามพรบ.กกท. ในปีงบประมาณ 2568 และ ปี 2569 จะแบ่งเป็น การจัดสรรตามนโยบายรัฐบาล ในปี 2568 คิดเป็นสัดส่วน 34.83% ปี 2569 คิดเป็นสัดส่วน 13.12% การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา ปี 2568 อยู่ที่ 9.86% ปี 2569 อยู่ที่ 7.27% กีฬาอาชีพ ปี 2568 อยู่ที่ 4.60% ปี 2569 อยู่ที่ 4.85% กีฬามวย ปี 2568 อยู่ที่ 0.61% ปี 2569 อยู่ที่ 3.15%
การสร้างกระแส ปี 2568 อยู่ที่ 1.12 % ปี 2569 อยู่ที่ 0.97% พัฒนานักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ ปี 2568 อยู่ที่ 26.94 % ปี 2569 อยู่ที่ 29.09% สนับสนุนวิทยาศาสตร์การกีฬา ปี 2568 อยู่ที่ 2.83 % ปี 2569 อยู่ที่ 4.42% ทุนการศึกษา ปี 2568 อยู่ที่ 1.18% ปี 2569 อยู่ที่ 1.94% สวัสดิการฯ ปี 2568 อยู่ที่ 0.61% ปี 2569 อยู่ที่ 0.73% สนับสนุนเงินรางวัล ปี 2568 อยู่ที่ 12.19% ปี 2569 อยู่ที่ 29.09% พัฒนาบุคคลากรกีฬา ปี 2568 อยู่ที่ 1.30% ปี 2569 อยู่ที่ 1.38% และการบริหารงาน ปี 2568 อยู่ที่ 3.93% ปี 2569 อยู่ที่ 3.99%
เน้นส่งเสริมการกีฬา 3 ประเด็นหลัก
รมว.ท่องเที่ยวฯ ยังกล่าวต่อว่า จุดเน้นด้านการกีฬา กระทรวงฯจะมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การพัฒนายกระดับศักยภาพเยาวชนด้วยกีฬา 2. มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา และ 3.การต่อยอดนักกีฬาสู่ความเป็นเลิศและอาชีพ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
ขณะที่การแยกกีฬาออกจากท่องเที่ยว คนในแวดวงกีฬา ต่างยินดีต่อแนวคิดนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาคนในวงการกีฬา จะมีความรู้สึกว่าทรัพยากรและความคิดสร้างสรรค์ ส่วนใหญ่มักจะถูกทุ่มเทไปที่ด้านการท่องเที่ยวมากกว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ การพัฒนากีฬาได้รับความสำคัญอย่างเต็มที่
สิ่งที่กระทรวงการกีฬา จะให้ความสำคัญกับ “วิทยาศาสตร์การกีฬา” เพราะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนากีฬา ทั้งเรื่องของการป้องกันสุขภาพเชิงรุก เพื่อสุขภาวะของประชาชน การสร้างความเป็นเลิศ ทางการกีฬา และการสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจด้านกีฬาให้กับประเทศ
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแยกหน่วยงาน แต่เป็นการวางรากฐานใหม่เพื่อยกระดับวงการกีฬาไทยให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสุขภาพและเศรษฐกิจของชาติอย่างยั่งยืน







