thansettakij
thansettakij
วิศวกรแหล่งน้ำแนะ 3 แนวทางแก้น้ำท่วม กทม. ยอมรับรื้อระบบระบายน้ำไม่ง่าย

วิศวกรแหล่งน้ำแนะ 3 แนวทางแก้น้ำท่วม กทม. ยอมรับรื้อระบบระบายน้ำไม่ง่าย

29 ก.ย. 69 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ก.ย. 69 | 07:01 น.

ดร.อภิณห์ วรวิวัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะ 3 แนวทางแก้น้ำท่วม กทม. ยอมรับรื้อระบบระบายน้ำกทม.ไม่ง่าย

KEY

POINTS

  • วิศวกรแหล่งน้ำยอมรับ การรื้อระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ ทั้งหมดทำได้ยาก มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ งบประมาณ เมืองหนาแน่น
  • เสนอแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้น โดยการดูแลรักษาระบบระบายน้ำเดิมให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ผ่านการลอกท่อ ลอกคลอง และความร่วมมือจากประชาชน
  • แนวทางระยะกลางคือการแก้ปัญหาเฉพาะจุดวิกฤตที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ด้วยการเพิ่มเครื่องสูบน้ำหรือสร้างอุโมงค์เพื่อเร่งการผันน้ำออก เนื่องจากรื้อระบบทั้งหมดยาก
  • สำหรับระยะยาว แนะให้วางแผนระบบป้องกันน้ำทะเลหนุนและระดับน้ำที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงในอนาคต โดยอาจสร้างคันกั้นน้ำขนาดใหญ่รอบเมือง

ดร.อภิณห์ วรวิวัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ ถึงแนวทางการรับมือปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร หลังเผชิญฝนตกหนักและมีปริมาณฝนสะสมสูง โดยมองว่าการแก้ปัญหาไม่ควรมุ่งเพียงการเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำ แต่ต้องทำให้เมืองสามารถ “กลับเข้าสู่ภาวะพร้อมระบายน้ำได้เร็วที่สุด” เพื่อรองรับฝนที่อาจตกลงมาเป็นระลอกในช่วงฤดูฝน

ดร.อภิณห์อธิบายว่า กรุงเทพฯ ใช้ระบบ โพลเดอร์ (Polder) คือแบ่งกรุงเทพฯ เป็นโซน แล้วทำคันกั้นน้ำรอบพื้นที่สำคัญ พร้อมประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำภายใน น้ำฝนภายในพื้นที่จะถูกระบายผ่านท่อเข้าสู่คลอง ก่อนสูบออกสู่ภายนอก หรือระบายผ่านบานประตูในช่วงที่ระดับน้ำภายนอกเอื้ออำนวย

ดังนั้น เมื่อเกิดฝนตกหนัก ปัญหาสำคัญคือ ปริมาณน้ำฝนที่เข้าสู่ระบบมีมากกว่าความสามารถในการกักเก็บและสูบระบายออกในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงหรือน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายด้วยแรงโน้มถ่วงทำได้จำกัด และต้องพึ่งพาเครื่องสูบน้ำเป็นหลัก

“ปั๊มมีศักยภาพจำกัด ซึ่งเชื่อว่าเหตุการน้ำท่วมกรุงเทพฯครั้งนี้ ปั๊มได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพของปั๊มแล้ว” ดร.อภิณห์กล่าว

เปิด 3 แนวทางแก้น้ำท่วม กทม.

ระยะสั้น : ลอกท่อ-ลอกคลอง รักษาระบบเดิมให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

ดร.อภิณห์มองว่า สิ่งที่สามารถทำได้ทันทีคือการดูแลระบบระบายน้ำที่มีอยู่ให้สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยภาครัฐต้องดำเนินการลอกท่อและลอกคลองอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดของแม่น้ำลำคลอง และไม่ทิ้งขยะลงระบบระบายน้ำ

เพราะแม้ภาครัฐจะขุดลอกหรือทำความสะอาดระบบระบายน้ำแล้ว แต่หากมีขยะกลับเข้าไปอุดตัน ก็จะทำให้น้ำไม่สามารถไหลเข้าสู่คลองและถูกสูบออกได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับประเด็นการพร่องน้ำในคลองเพื่อเตรียมพื้นที่รองรับฝนไว้ล่วงหน้า ดร.อภิณห์ให้ความเห็นว่าสามารถทำได้ในหลักการ หากมีข้อมูลพยากรณ์ฝนที่แม่นยำเพียงพอ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นด้วย เช่น การเดินเรือและคุณภาพน้ำในคลอง เพราะการพร่องน้ำมากเกินไปอาจกระทบการเดินเรือในคลองแสนแสบ หรือทำให้คุณภาพน้ำลดลง จึงต้องบริหารระดับน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งานหลายด้าน

ความสามารถสูบน้ำออก ของ กทม. ที่มา สำนักการระบายน้ำ กทม. ระยะกลาง : เจาะจุดวิกฤต เพิ่มปั๊ม-อุโมงค์ ผันน้ำให้เร็วขึ้น

สำหรับระยะกลาง ดร.อภิณห์เสนอให้กรุงเทพฯ นำข้อมูลพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมซ้ำหรือเป็น จุดวิกฤตน้ำท่วม มาวิเคราะห์เป็นรายพื้นที่ แล้วปรับปรุงระบบให้ตรงกับปัญหา เพราะการรื้อระบบระบายน้ำทั้งหมดไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

แนวทางที่สามารถดำเนินการได้ เช่น การปรับปรุงหรือเพิ่มขนาดท่อระบายน้ำ การเพิ่มเครื่องสูบน้ำ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผันน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วขึ้น เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ เป้าหมายสำคัญคือการสร้างทางลัดให้กับน้ำ เพื่อให้น้ำจากพื้นที่ท่วมสามารถเข้าสู่ระบบระบายน้ำและถูกระบายออกได้เร็วกว่าเดิม

แนวทางนี้มีความสำคัญมากขึ้น เพราะการรื้อระบบระบายน้ำกรุงเทพฯ ทั้งหมดทำได้ยาก ทั้งจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ งบประมาณ และการเติบโตของเมืองที่ทำให้เกิดความหนาแน่นมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำท่อใหม่ หรือวางท่อให้ใหญ่กว่าเดิม ก็ไม่แน่ใจว่าระบบคลองจะรับน้ำได้เท่าไหร่ เพราะคลองก็มีพื้นที่อยู่อย่างจำกัดและการเพิ่มขนาดคลองก็ทำได้ยาก

ดังนั้นการลงทุนเฉพาะจุดที่เป็นคอขวดของระบบ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยไม่จำเป็นต้องรื้อโครงสร้างเมืองทั้งหมด

ระยะยาว : วางระบบป้องกันน้ำทะเลหนุน ระดับเมือง

ในระยะยาว ดร.อภิณห์มองว่ากรุงเทพฯ จำเป็นต้องมองไกลกว่าการแก้ปัญหาฝนตกหนัก เพราะยังมีความเสี่ยงจาก ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและน้ำทะเลหนุน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการระบายน้ำของกรุงเทพฯ มากขึ้นในอนาคต ภาครัฐควรเตรียมมาตรการรองรับตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาวางแผนและก่อสร้างหลายปี

หนึ่งในแนวทางที่เป็นไปได้คือการพัฒนาคันป้องกันน้ำท่วม หรือโครงสร้างป้องกันน้ำรอบพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ระบบดังกล่าวไม่สามารถทำแยกจากระบบระบายน้ำภายในเมืองได้ ต้องออกแบบให้เชื่อมโยงทั้งคันป้องกันน้ำ ระบบคลอง ระบบสูบน้ำ และการบริหารจัดการแม่น้ำเจ้าพระยา โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน

“การรับมือที่มีประสิทธิงภาพจำเป็นต้องสอดประสานกันทั้งระบบ ทั้งระบบระบายน้ำ ระบบการสูบน้ำออกที่ดีมากๆ และการจัดการที่หลายภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแค่ฝนที่ตกมาในกรุงเทพฯ แต่มีเรื่องของการระบายน้ำตามสภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย” ดร.อภิณห์กล่าว

กรุงเทพฯท่วมแล้ว ต้องกลับมาเร็ว

ดร.อภิณห์มองว่า การทำให้กรุงเทพฯ ไม่เกิดน้ำท่วมเลยอาจเป็นโจทย์ที่ทำได้ยาก เนื่องจากเมืองมีความหนาแน่นสูงและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากถูกสร้างขึ้นแล้ว

ขณะที่ระบบระบายน้ำเดิมก็ถูกออกแบบให้รองรับฝนในระดับที่มีโอกาสเกิดขึ้นเป็นรอบๆ ไม่ว่าจะเป็นรอบ 5 ปี 10 ปี หรือไม่เกิน 20 ปี แต่รูปแบบฝนในปัจจุบันอาจมีความรุนแรงมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของกรุงเทพฯ จึงอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มความสามารถในการไม่ให้น้ำท่วมแต่ต้องทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และระบบสามารถกลับมาพร้อมระบายน้ำได้เร็วที่สุดเมื่อเกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ฝนอาจตกหลายระลอก

หากเมืองสามารถระบายน้ำจากเหตุการณ์แรกได้อย่างรวดเร็ว ก็จะเหลือพื้นที่และศักยภาพของระบบไว้รองรับฝนระลอกต่อไปได้มากขึ้น
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงต้องเดินไปพร้อมกันทั้ง 3 ระยะ ตั้งแต่ รักษาประสิทธิภาพระบบเดิมในระยะสั้น เพิ่มศักยภาพการระบายในจุดวิกฤตระยะกลาง และวางโครงสร้างป้องกันเมืองในระยะยาว เพื่อรับมือทั้งฝนตกหนัก น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูง และความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต