thansettakij
thansettakij
“พรายพล” แนะ "กองทุนน้ำมัน" ต้องลดอุดหนุนถ้วนหน้า ห่วงกติดลบแสนล้านโยงภาระการคลัง

“พรายพล” แนะ "กองทุนน้ำมัน" ต้องลดอุดหนุนถ้วนหน้า ห่วงติดลบแสนล้านโยงภาระการคลัง

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ มอง 3 เกณฑ์ใช้เงินกองทุนน้ำมันมีความเหมาะสม ห่วงกองทุนติดลบแสนล้านโยงภาระการคลัง แนะชี้ลดการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ลดภาษีสรรพสามิตลงประมาณ 2–3 บาทต่อลิตรเป็นการชั่วคราว หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งเกิน 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

KEY

POINTS

  • ศ.ดร.พรายพล แนะใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่จำเป็น เช่น รถบรรทุกและเกษตรกร เพื่อลดภาระของกองทุน
  • แสดงความกังวลว่าหากราคาพลังงานสูงขึ้นสถานะกองทุนน้ำมันฯ อาจกลับมาติดลบแตะระดับ 1 แสนล้านบาท
  • ชี้ว่าการกู้เงินเพื่อมาอุดหนุนราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง จะสร้างภาระหนี้สินและส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว

ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและสถานะการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการเข้าใช้เงินกองทุนเพื่อดูแลราคาพลังงาน รวมถึงแนวทางบริหารภาระหนี้และการอุดหนุนราคาน้ำมัน กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งจัดการ ขณะเดียวกันปัญหาดังกล่าวยังเชื่อมโยงโดยตรงกับฐานะการคลังของประเทศและข้อจำกัดด้านการใช้งบประมาณภาครัฐ

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับฐานเศรษฐกิจ ถึงประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไปจนถึงสถานะการคลัง เพราะการอุดหนุนราคาพลังงานผ่านกองทุนฯ หากดำเนินการต่อเนื่องโดยไม่มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน จะกลายเป็นภาระทางการคลังในระยะยาว

เกณฑ์ใช้เงินกองทุนน้ำมันเหมาะสม

สำหรับ 3 หลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบในการพิจารณาการเข้าแทรกแซงของกองทุนน้ำมัน ศ.ดร.พรายพลมองว่า มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดน้ำมันในปัจจุบัน เช่นการปรับหลักเกณฑ์ด้านส่วนต่างราคาน้ำมันที่มีการปรับจากเดิม 5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 

“ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนขึ้นลงบ่อยและแรง หากกองทุนเข้าไปแทรกแซงทุกครั้งที่ราคาปรับตัว จะทำให้ใช้เงินกองทุนมากเกินไป จึงควรปล่อยให้ราคาขายปลีกปรับตัวไปได้ระดับหนึ่งก่อน เมื่อส่วนต่างถึง 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจึงค่อยเข้าไปแทรกแซงก็ถือว่ามีความเหมาะสม”ศ.ดร.พรายพลกล่าว

พร้อมระบุต่อไปว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดการใช้เงินกองทุนในช่วงที่ราคาน้ำมันมีการเคลื่อนไหวระยะสั้น และช่วยบรรเทาปัญหาการขาดดุลของกองทุนได้ระดับหนึ่ง

สถานะกองทุนน้ำมันยังน่าห่วง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับเกณฑ์เพื่อจำกัดการใช้เงินกองทุน แต่ ศ.ดร.พรายพลประเมินว่า สถานะกองทุนน้ำมันยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมีโอกาสที่ฐานะกองทุนจะกลับมาติดลบแตะระดับ 1 แสนล้านบาท หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและต้องกลับมาใช้เงินอุดหนุนอีกครั้ง

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้กองทุนจำเป็นต้องขอเพิ่มวงเงินกู้ หลังจากในปี 2569 มีการเสนอวงเงินกู้ 20,000 ล้านบาทและนำไปใช้ชำระหนี้แล้ว

“เงินกู้ที่มีอยู่ไม่พอแน่นอนและจะต้องกู้เพิ่ม แต่ในภาพรวมต้องมองไกลๆ ว่าสิ่งนี้จะเป็นภาระทางการคลังที่น่าเป็นห่วง” ศ.ดร.พรายพลย้ำ

ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่ควรมุ่งไปที่การหาเงินกู้มาเติมกองทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับโครงสร้างการอุดหนุนให้ลดการใช้เงินกองทุนลงด้วย โดยเฉพาะการเปลี่ยนจาก การอุดหนุนแบบถ้วนหน้าเป็นการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม

ดีเซลควรเจาะกลุ่มจำเป็น ส่วน LPG ยังต้องอุดหนุน

สำหรับดีเซล ศ.ดร.พรายพลเสนอว่า ควรพิจารณาอุดหนุนเฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็นและได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น รถบรรทุกที่ใช้ในการขนส่งสินค้า และเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องจักรกลการเกษตร
ขณะที่ผู้ใช้กลุ่มอื่นอาจยังได้รับการช่วยเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรเปิดให้ราคาปรับตัวตามกลไกตลาดมากขึ้น เพื่อจำกัดภาระของกองทุน

ส่วน LPG ยังเป็นกรณีที่แตกต่างออกไป เนื่องจากเกี่ยวข้องกับครัวเรือนโดยตรงและถูกใช้ในการประกอบอาหารอย่างแพร่หลาย จึงยังไม่ควรปล่อยให้ราคาลอยตัวมากนัก

ไม่เห็นด้วยงดเก็บเงินเข้ากองทุน 

กรณีภาคธุรกิจเสนอให้ทบทวนหรือยกเว้นการนำเงินเข้ากองทุนน้ำมันในโครงสร้างราคาขายปลีก เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าและอาหาร ศ.ดร.พรายพลมองว่า ต้องแยกให้ชัดว่าปัจจุบันน้ำมันแต่ละประเภทมีทิศทางการไหลของเงินเข้าหรือออกจากกองทุนอย่างไร
โดยเฉพาะดีเซล

ปัจจุบันกองทุนไม่ได้เป็นฝ่ายเก็บเงิน แต่กลับเป็นฝ่ายนำเงินออกมาอุดหนุนราคา หากไม่มีการอุดหนุน ราคาดีเซลอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่เบนซินมีการนำส่งเงินเข้ากองทุนในอัตราหนึ่ง เพื่อนำไปใช้ชดเชยภาระการอุดหนุนดีเซลและ LPG ดังนั้น หากยกเลิกการนำส่งเงินเข้ากองทุนทั้งหมด จะยิ่งทำให้ฐานะกองทุนติดลบเพิ่มขึ้นและเพิ่มภาระทางการคลังในท้ายที่สุด

ลดภาษีสรรพสามิตได้ หากเกิดวิกฤต

ส่วนข้อเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตเพื่อบรรเทาราคาน้ำมันนั้น ศ.ดร.พรายพลระบุว่า ภาษีสรรพสามิตมีการจัดเก็บประมาณ 5–7 บาทต่อลิตร หากลดหรือยกเลิก จะกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลและทำให้การขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น 

อย่างไรก็ตาม หากเกิดวิกฤตราคาพลังงานอย่างรุนแรง รัฐบาลอาจพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตลงประมาณ 2–3 บาทต่อลิตรเป็นการชั่วคราว แต่หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังไม่พุ่งเกิน 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือราคาดีเซลยังไม่เกิน 50 บาทต่อลิตร ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการดังกล่าวในขณะนี้

สถานะการคลังต้องเร่งปฏิรูปการใช้จ่าย

นอกจากโจทย์กองทุนน้ำมันแล้ว ศ.ดร.พรายพลมองว่า รัฐบาลต้องเร่งจัดการปัญหาด้านการคลังควบคู่กัน โดยเฉพาะ การปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณ หลักสำคัญคือ ต้องเน้นความประหยัดและจัดลำดับความสำคัญของโครงการ โดยโครงการที่ไม่จำเป็นหรือยังไม่มีความพร้อมควรชะลอออกไป ขณะที่โครงการที่ลงทุนไปแล้วต้องเร่งดำเนินการให้สามารถเปิดใช้งานและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริง

ศ.ดร.พรายพลยกตัวอย่างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง M6 สายบางปะอิน–นครราชสีมา ซึ่งมีการลงทุนไปเป็นจำนวนมากแต่ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ก่อสร้างเสร็จแล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเดินรถ

กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาการลงทุนภาครัฐที่ไม่เพียงแต่ต้องพิจารณาว่า มีงบประมาณหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าโครงการมีความพร้อมและสามารถสร้างประโยชน์ได้เมื่อใด เพราะหากลงทุนไปแล้วแต่ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ จะทำให้รัฐมีต้นทุนเพิ่มขึ้นและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ
โครงการใหญ่ต้องเข้มตั้งแต่อนุมัติถึงเปิดใช้งาน

สำหรับการจัดทำและอนุมัติงบประมาณโครงการลงทุนภาครัฐในอนาคต ศ.ดร.พรายพลเสนอว่า ต้องเพิ่มความเข้มงวดตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงการเปิดใช้งานจริง โดยให้ความสำคัญกับ ความคุ้มค่าและความพร้อม

โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและมีภาระผูกพันระยะยาว หากยังไม่มีความพร้อมเพียงพอ ควรชะลอหรือพับโครงการไว้ก่อน เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับภารกิจที่จำเป็นกว่า

ทั้งนี้ ปัญหากองทุนน้ำมันและปัญหาการคลังจึงไม่ควรถูกแยกออกจากกัน เพราะการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลของกองทุน การอุดหนุนราคาพลังงาน และการลงทุนภาครัฐ ล้วนส่งผลต่อภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว การกำหนดเป้าหมายการอุดหนุนให้ตรงกลุ่ม ควบคู่กับการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ จึงเป็นโจทย์สำคัญในการรักษาพื้นที่ทางการคลังของประเทศ