
‘พรายพล’ เปิด 3 ทางรอดกองทุนน้ำมัน ลดหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท หั่นภาษีดีเซล 2 บาท
'พรายพล' ชี้กองทุนน้ำมันวิกฤต ติดลบ 9 หมื่นล้านบาท พร้อมเปิด 3 ทางรอดกองทุนน้ำมัน ลดหน้าโรงกลั่น 1-2 บาท หั่นภาษีดีเซล 2 บาท ชงคลังค้ำกู้รอบใหม่ หลังเงินกู้ 2 หมื่นล้านไม่พอ
KEY
POINTS
- เสนอให้ลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันลงอีก 1-2 บาทต่อลิตร เพื่อนำเงินส่วนต่างค่าการกลั่นมาช่วยพยุงกองทุนน้ำมัน
- แนะรัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงอย่างน้อย 2 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยบรรเทาภาระของกองทุนฯ และประชาชน
- ชี้ว่าการกู้เงินรอบใหม่โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนฯ
25 กันยายน 2569 ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบหนักกว่า 90,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มทะลุ 100,000 ล้านบาทในที่สุด หากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงผันผวนและอยู่ในระดับสูงเช่นนี้
โดยตลอดช่วงเวลาของสงครามตะวันออกกลาง กองทุนน้ำมันฯ ต้องควักเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงถึงลิตรละ 5-6 บาท ส่งผลให้กองทุนฯ มีเงินไหลออกสูงถึงวันละกว่า 700 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าการขาดดุลเดือนละกว่า 20,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี แม้ว่าล่าสุดภายหลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ปรับลดอัตราการจัดเก็บและปรับโครงสร้างการชดเชย จะช่วยลดอัตราเงินไหลออกเหลือวันละประมาณ 400 กว่าล้านบาท แต่ก็ยังถือเป็นระดับที่สร้างความเสี่ยงต่อสภาพคล่องของกองทุนฯ โดยขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ ยังต้องควักจ่ายสูงถึง 4.95 บาทต่อลิตร
3 กลไกพยุงกองทุนน้ำมันฯ
ดังนั้น หนทางพยุงราคาน้ำมันและรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันฯ รัฐบาลจะสามารถดำเนินการผ่าน 3 กลไกหลักคือ
1. บีบส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นเพิ่ม 1–2 บาท และหยุดใช้วิธีทยอยปรับเพื่อแก้ปัญหากองทุนน้ำมันฯ รับภาระหนัก จึงเสนอมาตรการสำคัญ คือการดึงส่วนต่างค่าการกลั่นหรือลดราคาหน้าโรงกลั่นลงเพิ่มเติม
"ที่ผ่านมาได้พยายามผลักดันมาตรการนี้ผ่านการหารือในคณะทำงานจนกระทั่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำมาตรการดังกล่าวไปใช้อย่างจริงจัง สามารถจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ได้ทะลุกว่า 8,000 ล้านบาท"
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเห็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นไปเพียงลิตรละ 2.40 บาท ซึ่งมองว่ายังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับค่าการกลั่น (Margin) ของโรงกลั่นทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากตามภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลในตลาดโลก
"ก่อนหน้านี้มีการเก็บน้อยเกินไป ทั้งที่ค่าการกลั่นอาจจะสูงกว่าช่วงแรกๆ ด้วยซ้ำ เพราะตลาดโลกกำลังขาดแคลนดีเซล รัฐบาลต้องไม่ใช้วิธีทยอยปรับทีละ 1-2 บาท เพราะจะทำให้กองทุนฯ รับภาระหนัก แต่ต้องดำเนินการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นทันที โดยควรจัดเก็บเพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 1-2 บาท เป็น 3-5 บาทต่อลิตรในทันที"
2. แนะรัฐบาลยอมถอย เฉือนภาษีสรรพสามิตดีเซลอย่างน้อย 2 บาทต่อลิตร เพราะนอกจากการดึงเงินจากโรงกลั่นแล้ว เครื่องมือที่สองที่รัฐบาลควรนำมาใช้คือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ระดับกว่า 6 บาทต่อลิตร แม้จะเข้าใจว่ารองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังไม่ต้องการสูญเสียรายได้ของรัฐ แต่ในภาวะวิกฤตที่ทุกฝ่ายเดือดร้อนและกองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนัก รัฐบาลจำเป็นต้องยอมเสียสละรายได้บ้างในระดับที่เหมาะสม
หากรัฐบาลยอมปรับลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงมาประมาณลิตรละ 2 บาท จะสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันฯ และประชาชนได้เป็นอย่างมาก ถือเป็นทางออกที่จำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการเก็บเงินจากโรงกลั่น
3. ไฟเขียวกู้เงินรอบใหม่โดยกระทรวงการคลังต้องค้ำประกันจากที่เคยดำเนินการมาครั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้น เครื่องมือที่สามเกี่ยวกับการบริหารสภาพคล่อง ศ.ดร.พรายพล ยืนยันว่า การกู้เงินรอบใหม่และการให้กระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันเงินกู้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เนื่องจากวงเงินกู้เดิม 20,000 ล้านบาทไม่เพียงพอต่อการรองรับภาระการขาดดุลที่วิ่งเข้าหาแสนล้านบาทอย่างแน่นอน
แม้จะมีความกังวลว่าการให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้จะทำให้ภาระหนี้วิ่งเข้าไปรวมอยู่ในหนี้สาธารณะของประเทศ จนใกล้แตะเพดาน 70% ต่อ GDP ซึ่งมองว่าการติดลบของกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดนี้ล้วนเป็นผลมาจากนโยบายการตรึงราคาของรัฐบาลทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อไม่มีเครื่องมืออื่นเหลืออยู่ รัฐบาลก็จำเป็นต้องยอมให้คลังค้ำประกันเงินกู้ก้อนใหม่เพื่อพยุงกองทุนน้ำมันฯ ให้เดินหน้าต่อไปได้
"ในส่วนของการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง แก๊สโซฮอล์ หรือไบโอดีเซล เช่น E20 และ E85 แม้จะมีส่วนช่วยเกษตรกร แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้อยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น จึงไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตในภาพรวมได้ทั้งหมด ดังนั้นเครื่องมือหลัก 3 ประการ ได้แก่ การกดราคาหน้าโรงกลั่น การลดภาษีสรรพสามิต และการกู้เงินโดยมีคลังค้ำประกัน จึงเป็นกลไกที่เพียงพอและจำเป็นที่สุดในขณะนี้"







