thansettakij
thansettakij
เหล็กนำเข้าถล่มตลาดไทยหนัก ปี 69 ใช้ 18.8 ล้านตัน ผลิตในประเทศแค่ 8.1 ล้านตัน

เหล็กนำเข้าถล่มตลาดไทยหนัก ปี 69 ใช้ 18.8 ล้านตัน ผลิตในประเทศแค่ 8.1 ล้านตัน

26 ก.ย. 69 | 08:20 น.
อัปเดตล่าสุด :26 ก.ย. 69 | 08:20 น.

เหล็กนำเข้าพุ่งเขย่าตลาด 10 สมาคมจี้รัฐคุม มอก.เข้ม เร่งตรวจโครงสร้างสำเร็จรูป ชี้ปี 69 ใช้ 18.8 ล้านตัน ผลิตในประเทศแค่ 8.1 ล้านตัน

KEY

POINTS

  • คาดการณ์ว่าในปี 2569 ไทยจะมีความต้องการใช้เหล็ก 18.8 ล้านตัน แต่มีกำลังการผลิตในประเทศเพียง 8.1 ล้านตัน ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
  • ผู้ประกอบการเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปรับปรุงและบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับเหล็ก เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • มีความกังวลต่อการนำเข้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป (Pre-Fabricated Steel) ที่เพิ่มขึ้นมาก แต่ยังไม่มีมาตรฐาน มอก. ควบคุมคุณภาพ ซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยของอาคาร

นายนาวา จันทนสุรคน แกนนำ 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กทั้งในและต่างประเทศ ว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเท่าเทียม ไม่เพียงช่วยคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนและดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอาจสร้างความเสียหายทั้งต่อผู้บริโภคและการแข่งขันในตลาด

สำหรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 10 สมาคมฯ เสนอให้ สมอ. เร่งปรับปรุงและกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ทั้งเหล็กเส้นข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลม รวมถึงเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในงานก่อสร้างมีคุณภาพเป็นไปตามหลักวิศวกรรม และความปลอดภัย

มาตรฐานเหล็กต้องไม่ย่อหย่อน

มาตรฐานสินค้าเหล็กต้องไม่ยอมให้มีการย่อหย่อน เพียงเพราะผู้ประกอบการบางรายต้องการลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากเหล็กเป็นวัสดุสำคัญในอาคาร บ้าน โรงพยาบาล โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

“การกำหนดหรือปรับปรุง มอก. มีกระบวนการตามกฎหมาย รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียและประชาชน แต่ในท้ายที่สุด คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) และกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องกล้าตัดสินใจโดยตั้งอยู่บนข้อมูลทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ และยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก"

จี้คุม Pre-Fabricated Steel นำเข้า 

อีกประเด็นที่ 10 สมาคมฯ แสดงความเป็นห่วง คือ การนำเข้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป หรือ Pre-Fabricated Steel จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะโครงสร้างบ้าน อาคาร และชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆ ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐาน มอก. ที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์โครงสร้างสำเร็จรูปดังกล่าว 

นายนาวา กล่าวอีกว่า เรื่องดังกล่าวนี้ควรได้รับการเร่งรัด เพราะโครงสร้างสำเร็จรูปเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยของอาคาร โดยหนึ่งชุดอาจประกอบด้วยวัสดุหลายประเภท ทั้งเหล็กแผ่น ท่อเหล็ก เหล็กเส้น และเหล็กโครงสร้าง หากไม่มีข้อกำหนดด้านมาตรฐานที่ชัดเจน จะทำให้ไร้การควบคุมคุณภาพของวัสดุ จึงเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและ สมอ. เร่งพิจารณาจัดทำมาตรฐาน มอก. สำหรับโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป การเร่งกำหนดมาตรฐานจะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า และป้องกันไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาใช้ในประเทศไทย โดยควรดำเนินการควบคู่กับระบบตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวด

เหล็กนำเข้าถล่มตลาดไทยหนัก ปี 69 ใช้ 18.8 ล้านตัน ผลิตในประเทศแค่ 8.1 ล้านตัน

 

“การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจะสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องด้วย โดย 10 สมาคมฯ จะให้ความร่วมมือโดยจะเดินหน้าให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้าง และสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ การสุ่มตรวจสินค้าในท้องตลาด และการเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัย”

คาดปี 69 ใช้เหล็ก 18.8 ล้านตัน

สำหรับแนวโน้มตลาดนั้น คาดการณ์ว่า ปี 2569 ประเทศไทยจะมีความต้องการใช้เหล็กประมาณ 18.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 5% จากปีก่อน ขณะที่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 35% หรือราว 8.1 ล้านตัน ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้า ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 12 ล้านตัน

ประเทศไทยควรมีทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กที่ชัดเจน โดยภาครัฐและเอกชนร่วมกันยกระดับมาตรฐานสินค้า และส่งเสริมนวัตกรรม

อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐาน หรือ Backbone ของภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กจึงต้องเดินไปพร้อมกันทั้งด้านความสามารถในการแข่งขัน สิ่งแวดล้อม คุณภาพ  มาตรฐานผลิตภัณฑ์ต้องสร้างความเชื่อมั่นได้จริง และการบังคับใช้กฎหมายต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ