thansettakij
thansettakij
กูรูเหล็กยัน มอก.ใหม่ไม่ดันเหล็กแพง ชี้ IF ปรับตัวได้ ไม่ต้องปิดโรงงาน

กูรูเหล็กยัน มอก.ใหม่ไม่ดันเหล็กแพง ชี้ IF ปรับตัวได้ ไม่ต้องปิดโรงงาน

18 ก.ย. 69 | 04:05 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ย. 69 | 04:21 น.

กูรูเหล็กชี้ มอก.ใหม่ยกระดับคุณภาพ-ความปลอดภัย ไม่ดันราคาเหล็กพุ่ง ยันโรงงาน IF ยังเดินหน้าต่อได้ แค่ปรับรูปแบบผลิต เปิดทางใช้ Micro-alloy ผลิตเหล็กกำลังสูง รองรับ SD60-80 และมาตรฐานแผ่นดินไหว

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กฉบับใหม่ จะไม่ส่งผลให้ราคาเหล็กปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากยังมีกลไกการแข่งขันในตลาดและการกำกับดูแลจากภาครัฐ
  • โรงงานเหล็กที่ใช้เตาหลอมแบบเหนี่ยวนำ (IF) ไม่จำเป็นต้องปิดกิจการ แต่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปผลิตเหล็กเส้นกลม หรือนำเข้าเหล็กแท่ง (Billet) มารีดเพื่อผลิตเหล็กข้ออ้อยได้
  • ร่าง มอก. ใหม่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของเหล็กให้มีความแข็งแรงสูงขึ้นและทนทานต่อแผ่นดินไหว โดยเน้นการควบคุมคุณภาพตั้งแต่กระบวนการต้นทาง

ร่าง มอก.เหล็กข้ออ้อยฉบับใหม่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) โดยมุ่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของเหล็กให้รองรับทั้งกำลังรับแรงที่สูงขึ้น คุณสมบัติต้านทานแผ่นดินไหว และการใช้งานในระยะยาว ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเหล็กมองว่าการยกระดับมาตรฐานไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การปิดโรงงานหรือทำให้ราคาเหล็กพุ่ง หากมีการออกแบบแนวทางการผลิตและกำกับดูแลให้เหมาะสม

ล่าสุด“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ นายพงศ์เทพ เทพบางจาก รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หัวหน้าคณะทำงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และนายกสมาคมผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี ถึงจุดยืนที่กลุ่มเหล็กที่ต้องการยกระดับคุณภาพให้แข็งแรงและปลอดภัย พร้อมตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องยกระดับคุณภาพเหล็กอย่างจริงจัง

ทำไมต้องเน้นที่กระบวนการผลิต

นายพงศ์เทพ ไขข้อข้องใจที่ก่อนหน้านี้มีการตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเน้นที่กระบวนการผลิตเหล็กทั้งที่ปลายทางก็ได้เหล็กเส้นออกมาใช้ได้เหมือนกันว่า การควบคุมเพียงคุณสมบัติปลายทางของเหล็กเส้น อย่างที่ทราบกันอยู่ ทั้งที่ระดับคุณภาพ มอก.ปัจจุบันทำได้ง่ายกว่าระดับคุณภาพตามร่างใหม่เป็นอย่างมาก ยังต้องตามกำกับกันอย่างเข้มงวด ถ้าเทียบกับระดับคุณภาพที่สูงขึ้นของร่าง มอก.ใหม่ ทั้งกำลังพล เครื่องมือทดสอบ และทรัพยากรที่ต้องจัดให้เหมาะสมจะเป็นสิ่งที่ท้าทาย  ดังนั้น การควบคุมกรรมวิธีต้นทางถือเป็นการควบคุม “เชิงป้องกัน” เมื่อทำควบคู่ไปการทดสอบที่ปลายทางซึ่งเป็นการตรวจสอบจากตัวอย่างเหล็กเส้นปริมาณน้อยมาก จึงจะปกป้องผู้บริโภคได้อย่างมั่นใจมากขึ้น กูรูเหล็กยัน มอก.ใหม่ไม่ดันเหล็กแพง ชี้ IF ปรับตัวได้ ไม่ต้องปิดโรงงาน

เหล็ก IFไม่ต้องปิด รง.แค่ปรับรูปแบบ

ส่วนกรณีที่โรงหลอมเศษเหล็กด้วยระบบ Induction Furnace หรือ IF ที่มีในประเทศราว 10 รายควรมีทางออกอย่างไรเพื่อให้เกิดการใช้เหล็กที่ปลอดภัย ในเรื่องนี้ต้องบอกว่าสามารถทำได้ โดยแนวทางในการ แยก มอก. เหล็กเส้นกลม กับ มอก. เหล็กข้ออ้อยที่ได้ทำประชาพิจารณ์โดย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ไปเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาโดยเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนการกำหนดให้เหล็กข้ออ้อยทำจาก Basic Oxygen Furnace (BO/BOF) และ Electric Arc Furnace (EF/EAF) เท่านั้น  และการที่มอก.เหล็กเส้นกลมไม่จำกัดกรรมวิธีการหลอม

ดังนั้นทั้ง EF และ IF ผลิตได้ ไม่มีความจำเป็นที่ IF ต้องปิดโรงงาน สามารถปรับรูปแบบธุรกิจเป็นการผลิตแบบลูกผสม คือนำเข้าบิลเล็ต(เศษเหล็ก)คุณภาพเหมาะสมมารีดเป็นเหล็กเส้น เช่นเดียวกับหลายโรงงานรีดเหล็กที่ไม่มีเตาหลอมซึ่งเรียกว่าโรงงาน Rerolling ปัจจุบันโรงงาน EF ก็ยังมีการนำเข้าบิลเล็ตมาตรฐานมารีดเช่นกัน และหากต้องการเปลี่ยนผ่านเป็น EF ทั้งหมด ภาครัฐควรให้การสนับสนุนส่งเสริมการลงทุน และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผ่าน

อย่างไรก็ตาม การรองรับเหล็กกำลังสูงด้วยแนวทาง Micro-alloy หรือการควบคุมและเติมธาตุผสมในปริมาณที่แม่นยำ เพื่อให้ได้ทั้งความแข็งแรงและความเหนียวตามที่การออกแบบโครงสร้าง เหล็กกลุ่มนี้จึงต้องเริ่มจากการควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กและส่วนประกอบทางเคมีตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นทาง และด้วยระดับคุณภาพตามร่าง มอก.ใหม่ เนื่องจากไม่อนุญาตให้ใช้กรรมวิธี Tempcore แล้ว การใช้ Micro-alloy จะเป็นแนวทางหลักในการผลิตเหล็กตามร่าง มอก.ใหม่ ที่มีความแข็งแรงขึ้น จากเกรด SD 50 เป็น SD 60 70 80 และต้องมีคุณสมบัติใช้งานในเขตแผ่นดินไหว

ดังนั้นการผลิตเชิงพาณิชย์ ต้องใช้ micro alloy เช่น วาเนเดียม ร่วมกับการควบคุมอุณหภูมิในทุกช่วงกระบวนการรีด หรือ Thermo-mechanical process ซึ่งต้องควบคุมส่วนประกอบทางเคมีอย่างแม่นยำด้วยกระบวนการ primary refining ในช่วงการหลอม ซึ่งเป็นความสามารถที่สำคัญของ BO และ EF ในการควบคุมส่วนประกอบทางเคมีให้แม่นยำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะกับการผลิตเหล็กชั้นคุณภาพสูงในระดับเดียวกับมาตรฐานเหล็กเส้นของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

“การรองรับเหล็กความแข็งแรงสูงด้วยแนวทาง Micro-alloy ที่ต้องการควบคุมและเติมธาตุผสมในปริมาณที่แม่นยำ เพื่อให้ได้ทั้งความแข็งแรงและความเหนียวตามที่การออกแบบโครงสร้างเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็น่าจะยิ่งเร่งผลักดันออกมาให้เร็วขึ้น เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามหลักวิชาการ ทั้งนี้การแยก มอก. เหล็กเส้นกลมออกจากเหล็กข้ออ้อย และกำหนดให้การผลิตทั้งสองประเภทต้องมีเตาปรุง Ladle Furnace (LF) จะเพิ่มต้นทุนโรงงาน IF บางส่วน แต่แลกกับคุณภาพและความปลอดภัยที่สูงขึ้น”

เร็วเกินไปอ้างเหล็กเส้นจะแพงขึ้น

นายพงศ์เทพ  กล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้มีคำกล่าวอ้างว่าเหล็กเส้นจะแพงขึ้นมากหรือจะเกิดการผูกขาดเป็นการเร็วเกินไปที่จะสรุปแบบนั้น เพราะในปี 2568 แม้โรงงาน IF หลายแห่งถูกสั่งปิดปรับปรุง ราคาเหล็ก EAF ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นผิดปกติ เนื่องจากยังมีการแข่งขันกับโรงงาน Rerolling ที่นำเข้าบิลเล็ตคุณภาพมาตรฐานจากตลาดโลกในราคาที่สามารถแข่งขันได้

อีกทั้งกลไกตลาดยังทำงาน โดยมีทั้งเหล็กเส้นกลมจาก IF และเหล็กข้ออ้อยจากบิลเล็ตนำเข้าที่นำมาผลิตได้ทั้งโรงงาน EAF, โรงงาน IF และโรงงานรีด Rerolling แข่งขันกัน ภายใต้การกำกับของกระทรวงพาณิชย์ เพราะเหล็กเส้นเป็นสินค้าควบคุม

หลังกระทรวงอุตฯเข้มงวดเหล็ก EAF พุ่ง

สำหรับปริมาณการผลิตเหล็กเส้นในประเทศปัจจุบันมีจำนวนประมาณการ 3.0-3.2 ล้านตันต่อปี ก่อนปี 2568 อัตราส่วนการผลิต (%) IF:EAF: Rerolling  อยู่ที่ประมาณ 50:35:15 หลังจากกระทรวงอุตสาหกรรมเข้มงวดเรื่องการกำกับดูแล อัตราส่วนการผลิต (%) IF:EAF: Rerolling อยู่ที่ประมาณ 30:55:15 ทั้งนี้ ปี 2569 คาดการณ์ว่าความต้องการใช้เหล็กเส้นในประเทศจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือประมาณ 3.0-3.2 ล้านตัน