
ก.พ.ร. เตรียมชง นายกฯ นัดถก กรอ. เคาะ 2 กฎหมายใหญ่ ปลดล็อคธุรกิจ
ก.พ.ร. เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรี ไฟเขียวกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับใหญ่ ในช่วงการประชุม กรอ. เดือนตุลาคม 2569 นี้ ปลดล็อคอุปสรรคการดำเนินธุรกิจ จับตา พ.ร.บ.ใหม่ แก้ปัญหาการนำผ่านสินค้า
KEY
POINTS
- ก.พ.ร. เตรียมเสนอร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ให้ที่ประชุม กรอ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณา เพื่อปลดล็อคอุปสรรคทางธุรกิจและส่งเสริมเศรษฐกิจ
- กฎหมายฉบับแรกคือ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่านสินค้า เพื่อกำหนดนิยาม "การผ่านแดน" และ "การถ่ายลำ" ให้ชัดเจน สอดคล้องกับกฎหมายศุลกากร ลดปัญหาการตีความซ้ำซ้อน
- กฎหมายฉบับที่สองคือ ร่างกฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ. จราจรทางบก เพื่อรองรับการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ประเภท High Cube ในการขนส่งทางถนนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
- เป้าหมายหลักของกฎหมายทั้งสองฉบับคือเพื่อสนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค
24 กันยายน 2569 น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้เสนอร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณา ภายในเดือนตุลาคม 2569 นี้
จ่อคลอด 2 กฎหมาย ดันไทยฮับโลจิสติกส์
สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญเป็นการสนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ประกอบด้วย
1.ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่าน พ.ศ. …. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการผ่านแดนและการถ่ายลำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
2.ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อรองรับการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ประเภท High Cube ในการขนส่งทางถนนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
น.ส.อ้อนฟ้า กล่าวว่า ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่าน ถือเป็นกฎหมายสำคัญของประเทศไทย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าที่มีการผ่านแดนและการถ่ายลำ เพราะเดิมมีกฎหมายหลายฉบับที่ไม่ได้ระบุเรื่องการนำผ่านจึงทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นรัฐจึงรับข้อเสนอเอกชน และยกร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเป็น พ.ร.บ. เพื่อกำหนดรายละเอียดให้เกิดความชัดเจน
แก้กฎ “นำผ่าน” ปิดช่องเปิดตู้-ลดทุจริต
“เดิมคำว่านำผ่านมีแค่ปรากฏอยู่ในกฎหมายศุลกากร แต่พอกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องไม่มีคำว่านำผ่าน ทำให้สินค้าหลายอย่างเมื่อนำเข้ามาก็โดนเปิดตู้ เพราะจะถูกตีความว่าเป็นนำเข้าแล้วต้องเอาออก ก็เลยทำให้เกิดปัญหาว่าเช่น เวลาส่งของมาผ่านที่แหลมฉบังเพื่อจะเปลี่ยนเรือบ้าง หรือย้ายเข้าตู้ใหญ่บ้างก็ต้องมานั่งเปิดตู้ ทำให้เสียเวลา เราจึงแก้ปัญหาตรงนี้โดยนำกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 10 กว่าฉบับกำหนดนิยามให้มีคำว่านำผ่านตรงกับศุลกากรจะได้ตีความตรงกัน และยังช่วยปิดช่องไม่ให้เจ้าหน้าที่ทุจริตด้วย” น.ส.อ้อนฟ้า ระบุ
สำหรับร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่าน จะเป็นการแก้ไขปัญหาภลังบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการกักพืช กฎหมายว่าด้วยปุ๋ย กฎหมายว่าด้วย พันธุ์พืช กฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า กฎหมายว่า ด้วยโรคระบาดสัตว์ และกฎหมายว่าด้วยการประมง ในส่วนที่เกี่ยวกับการนำผ่านยังไม่มีความชัดเจน
รวมทั้งไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในทางการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหาในการ ปฏิบัติตามกฎหมายและอาจเป็นอุปสรรคต่อการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่ง
ดังนั้นจึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “นำผ่าน” ในกฎหมายดังกล่าวให้ชัดเจนและสอดคล้องกับ กฎหมายว่าด้วยศุลกากร โดยให้ครอบคลุมการขนส่งผ่านราชอาณาจักรทั้งในรูปแบบการผ่านแดน (transit) และการถ่ายลำ (transshipment)
ทั้งนี้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเหมาะสมกับลักษณะของ การค้าและการขนส่งระหว่างประเทศและไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค ล่าสุด ก.พ.ร.อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลาในช่วงต้นเดือนต.ค.นี้
ก.พ.ร.ไฟเขียวแก้กฎหมายรอง 42 เรื่อง เร่งชง ครม.
เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวอีกว่า นอกจากกฎหมายสำคัญทั้ง 2 ฉบับแล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง 42 เรื่องตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเตรียมเสนอ กรอ. พิจารณา ก่อนเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อสั่งการหน่วยงานเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยการพิจารณากฎหมายลำดับรองทั้ง 42 ฉบับนั้น มีการแบ่งกลุ่มไว้ดังนี้
กลุ่มแรก เป็นกฎหมายลำดับรองที่หน่วยงานต่าง ๆ อยู่ระหวางการดำเนินการปรับปรุงแก้ไข และไม่จำเป็นต้องเสนอให้ครม.เห็นชอบ
กลุ่มที่ 2 เป็นกฎหมายที่ ก.พ.ร.หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และหน่วยงานพร้อมจะปรับปรุงแก้ไข แต่จะต้องเสนอให้ครม. สั่งให้หน่วยงานเข้าไปดำเนินการ และเร่งรัดการปรับปรุงได้ในระยะต่อไป
กลุ่มสุดท้ายเป็นกฎหมายที่กระทบในเชิงนโยบาย จึงต้องเสนอให้ครม. พิจารณาตัดสินใจอีกครั้ง







