thansettakij
thansettakij
การปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522

สคบ.ยกเครื่อง ‘พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค’ ฟันอินฟลูฯ รีวิวสินค้าเอาเปรียบ

23 ก.ย. 69 | 02:43 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ย. 69 | 02:48 น.

สคบ. ยกเครื่องปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค อีกรอบ แก้ไขคำนิยามกฎหมาย ขยายไปถึงการโฆษณารีวิวสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค อินฟลูเอนเซอร์ เจอโทษร่วมเจ้าของสินค้าอ่วม

KEY

POINTS

  • สคบ. กำลังปรับปรุง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้ทันสมัย เพื่อให้ครอบคลุมการค้าออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล
  • ร่างกฎหมายใหม่มุ่งควบคุมอินฟลูเอนเซอร์และผู้รับจ้างโฆษณา โดยขยายนิยามให้ครอบคลุมและกำหนดให้ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับเจ้าของสินค้า
  • กำหนดให้อินฟลูเอนเซอร์ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์หรือการรับผลประโยชน์จากเจ้าของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าเป็นโฆษณา
  • มีการเพิ่มอัตราโทษให้สูงขึ้นสำหรับความผิดเกี่ยวกับการโฆษณาและฉลากสินค้า พร้อมเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อยู่ระหว่างการปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ แพลตฟอร์มดิจิทัล การตลาดผ่านสื่อออนไลน์ และรูปแบบการซื้อขายสินค้าและบริการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้การคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายใหม่หลายเรื่อง

แหล่งข่าวระบุว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายสำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สคบ. โดยมีบทบาทเป็นกฎหมายกลางในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและกำกับดูแลการประกอบธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคในหลายด้าน ทั้งด้านการโฆษณา ความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ฉลากสินค้า สัญญา รวมถึงการเยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิ

ทั้งนี้ภายใต้สภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ การรีวิวสินค้าโดยผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ (Influencer) การซื้อขายสินค้าข้ามพรมแดน การจัดทำฉลากสินค้า การใช้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ความปลอดภัยของผู้บริโภคจากสินค้าข้ามพรมแดน และการพิจารณาเยียวยาความเสียหายแก่ผู้บริโภค 

อย่างไรก็ตามบทบัญญัติกฎหมายบางประการของพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 อาจยังไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมและรูปแบบการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ไม่สามารถให้การคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อปี 2568

สคบ. จึงประเมินผลสัมฤทธิ์ของพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจ นักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูล ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะที่ได้รับมาวิเคราะห์และใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคม และสามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“การปรับแก้ไขร่างพ.ร.บ.ครั้งนี้ มีสาระสำคัญหลายเรื่อง เช่น กฎหมายบางมาตราเดิมกำหนดว่าต้องออกเป็นฎกระทรวง จะปรับมาเป็นออกประกาศแทนเพราะจะได้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะเรื่องของการโฆษณา หรือการรับรีวิวสินค้า ของฟลูเอนเซอร์ พร้อมขยายคำนิยามให้ครอบคลุมให้รับผิดเช่นเดียวกับเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือเจ้าของสินค้าเลย” แหล่งข่าว ระบุ

สาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ฉบับใหม่

สำหรับสาระสำคัญของการยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ฉบับใหม่ ได้การปรับปรุงบทนิยามเพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน ร่างกฎหมาย กำหนดให้แก้ไขบทนิยามคำว่า “ผู้บริโภค” “ผู้ประกอบธุรกิจ” “สื่อโฆษณา” และ “ฉลาก” ในมาตรา 3 และเพิ่มบทนิยามคำว่า “ผู้รับจ้างโฆษณาเพื่อขายสินค้า หรือบริการ” 

ในส่วนของคำว่า “ผู้บริโภค” ได้กำหนดให้หมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มิได้มีวัตถุประสงค์ ในการแสวงหากำไร ที่ซื้อหรือได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการและหมายความรวมถึงผู้ที่ใช้สินค้าหรือผู้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม 

คำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจ” ได้ขยายให้ครอบคลุมผู้ประกอบกิจการโฆษณา และผู้รับจ้างโฆษณาเพื่อขายสินค้าหรือบริการ เพื่อให้บุคคลที่มีบทบาทในการนำเสนอหรือส่งเสริมการขายสินค้า และบริการอยู่ภายใต้กลไกการกำกับดูแลตามกฎหมาย คำว่า “สื่อโฆษณา” ได้เพิ่มเติมแพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์ และบัญชีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ให้เป็นสื่อโฆษณาตามกฎหมาย รองรับการโฆษณา ผ่านช่องทางดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจ ของผู้บริโภคในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงนิยาม “ฉลาก” ให้ครอบคลุมสัญลักษณ์ รหัส หรือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ปรากฏข้อความเกี่ยวกับสินค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการจัดทำและแสดงข้อมูลสินค้าในรูปแบบดิจิทัล

สำหรับคำว่า “ผู้รับจ้างโฆษณาเพื่อขายสินค้า หรือบริการ” ได้กำหนดให้ครอบคลุมผู้มีอิทธิพลทางสื่อโฆษณา ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา ผู้ดำเนินการถ่ายทอดสด ผู้ทำการตลาดแบบพันธมิตร และผู้ดำเนินการทางสื่อออนไลน์เสมือนจริง ซึ่งนำเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูล เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์อื่น เพื่อให้สามารถกำกับดูแลรูปแบบการโฆษณา สมัยใหม่ได้อย่างชัดเจน

เพิ่มอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่เช็คข้อมูล

พร้อมทั้งเพิ่มอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มอำนาจ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้า การขายสินค้า หรือการให้บริการ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.นี้

การแก้ไขดังกล่าวมีสาระสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจหรือการทำ ธุรกรรมอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์

อีกทั้งยังกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดและคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่พิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำ ของผู้ประกอบธุรกิจ ไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคก่อนมีการ ฟ้องคดีต่อศาล และดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามที่คณะกรรมการกำหนด และการปรับปรุงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะกรรมการจังหวัดและท้องถิ่นดังกล่าว

แก้กฎหมายรองโฆษณาสินค้า

เช่นเดียวกับการแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การออกกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านโฆษณา จากเดิมกำหนดเป็นกฎกระทรวงแก้ไขเป็นประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา รวมทั้งการเพิ่มเติมการกำกับดูแลการโฆษณาโดยผู้มีอิทธิพลทางสื่อและผู้สร้างเนื้อหาโฆษณา การโฆษณาโดยผู้รับจ้างโฆษณาเพื่อขายสินค้าหรือบริการ

ทั้งนี้ต้องเปิดเผยให้ผู้บริโภคทราบว่า ข้อความดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการโฆษณา และต้องเปิดเผยความเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบธุรกิจที่เป็น เจ้าของสินค้า ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นนายจ้างหรือให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้รับจ้างโฆษณา

นอกจากนี้ยังแก้ไขปรับปรุงมาตรการและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับฉลากสินค้า โดยกำหนดให้ผู้สั่ง หรือผู้นำเข้าสินค้าที่ควบคุมฉลากมาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ต้องจัดทำฉลากภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สินค้า ผ่านพิธีการศุลกากรและได้รับการตรวจปล่อย

สาระสำคัญของการแก้ไขส่วนนี้ คือการกำหนดหน้าที่ของผู้สั่ง หรือผู้นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อขายให้มีความเคร่งครัดในการจัดทำฉลากสินค้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งการแก้ไข ปรับปรุงหลักเกณฑ์การออกกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับการจัดทำและเก็บรักษาบัญชี เอกสาร และหลักฐานดังกล่าว จากเดิมที่กำหนดเป็นกฎกระทรวงแก้ไขเป็นประกาศของคณะกรรมว่าด้วยฉลากโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ขณะเดียวกันยังแก้ไขปรับปรุงบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและฉลากสินค้า โดยเพิ่ม อัตราโทษให้สูงขึ้น รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงกำหนดความผิดทางพินัยสำหรับผู้รับจ้างทำฉลากหรือติดตรึงฉลาก ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตามมาตรา 35

รวมถึงการแก้ไขปรับปรุงความรับผิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา โดยกำหนดให้ต้องรับโทษ ในอัตราเดียวกับผู้กระทำความผิดนั้น รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำฉลาก ของผู้สั่งหรือผู้นำเข้าสินค้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย