thansettakij
thansettakij
ธนาคารโลกชี้ไทยต้องเพิ่มผลิตภาพเมืองรอง ควบคู่ลดต้นทุนกรุงเทพฯ

เวิลด์แบงก์ แนะไทยอัพเกรด 11 เมืองรอง ดันสู่ประเทศรายได้สูง

23 ก.ย. 69 | 06:55 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ย. 69 | 07:01 น.

เวิลด์แบงก์ แนะไทยต้องอัพเกรด 11 เมืองรองตามจุดแข็ง 'ชลบุรี-ภูเก็ต-ขอนแก่น' สู่ประเทศรายได้สูง เตือนพิษโลกร้อนทุบผลิตภาพ กทม. สูญรายได้ปีละ 4.4 หมื่นล้าน พร้อมหนุนทำข้อตกลงพัฒนาเมืองระยะยาว

KEY

POINTS

  • ธนาคารโลกแนะให้ไทยเพิ่มผลิตภาพของเมืองรอง 11 แห่ง ควบคู่กับการลดต้นทุนและความเสี่ยงในกรุงเทพฯ เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
  • แบบจำลองชี้ว่าการจัดสรรงบลงทุนให้เครือข่ายเมืองรองมากกว่ากรุงเทพฯ จะให้ผลตอบแทนด้าน GDP ต่อหัวของประเทศสูงกว่าในระยะยาว
  • การพัฒนาเมืองรองควรเน้นตามจุดแข็งและความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ แทนการใช้แผนพัฒนารูปแบบเดียวกันทั้งหมด

ธนาคารโลก เปิดเผยข้อมูลรายงาน Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy ปี 2569 ว่า หากไทยต้องการขยับสู่ประเทศรายได้สูง ต้องเพิ่มผลิตภาพของเมืองรอง ควบคู่กับการลดต้นทุนการเดินทางและความเสี่ยงด้านภูมิอากาศในกรุงเทพฯ ซึ่งยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักของประเทศ

รายงาน ระบุว่า การมีประชากรและธุรกิจกระจุกตัวอยู่ในเมืองช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ประโยชน์ดังกล่าวจะลดลงเมื่อระบบขนส่ง ที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค และการบริหารจัดการเมืองตามการเติบโตไม่ทัน

แบบจำลองชี้ผลลงทุนเมืองรองต้องรอระยะยาว

ธนาคารโลกใช้แบบจำลองเปรียบเทียบการจัดสรรการลงทุนสมมติ 3 แนวทาง ระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองรอง 11 แห่ง โดยกำหนดขนาดการลงทุนรวมให้เท่ากันที่ราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.3% ของ GDP เขตเมืองที่คาดการณ์ในปี 2573 ตัวเลขนี้เป็นเงื่อนไขที่ใช้เปรียบเทียบในแบบจำลอง ไม่ใช่วงเงินงบประมาณที่เสนอให้รัฐบาลอนุมัติ

ผลการเปรียบเทียบพบว่า หากจัดสรร 80% ให้เครือข่ายเมืองรอง และ 20% ให้กรุงเทพฯ GDP ต่อหัวของประเทศในปี 2593 จะสูงกว่ากรณีฐานที่ไม่มีการลงทุนตามแบบจำลอง 12.4% ส่วนแนวทางที่จัดสรร 80% ให้กรุงเทพฯ และ 20% ให้เมืองรอง ให้ผลสูงกว่ากรณีฐาน 11.6% ขณะที่การแบ่งลงทุนฝ่ายละ 50% ให้ผล 10.9%

อย่างไรก็ตาม แนวทางเน้นกรุงเทพฯ ให้ผลสูงกว่าในช่วงปี 2573–2588 ก่อนที่แนวทางเน้นเมืองรองจะแซงขึ้นในช่วงปี 2588–2593 โดยผลต่างของ GDP ต่อหัวระหว่างสองแนวทางในปี 2593 อยู่ที่ 0.8%รายงานจึงชี้ว่าการพัฒนาเมืองรองต้องใช้เวลาในการสร้างความหนาแน่นทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และระบบเชื่อมต่อ จึงจะเห็นผลตอบแทนเต็มที่

ส่วนตัวเลข 12.4% และ 11.6% เป็นผลเปรียบเทียบ GDP ต่อหัวระดับประเทศกับกรณีฐานของแบบจำลอง ไม่ได้หมายความว่าประชาชนแต่ละคนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนดังกล่าว

กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลาง แต่เผชิญต้นทุนเมืองสูง

รายงานประเมินว่ากรุงเทพฯ จะยังเป็นเมืองหลักของไทยในระยะยาว การเพิ่มบทบาทเมืองรองจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับการแก้ข้อจำกัดของเมืองหลวง โดยเฉพาะการจราจร การต่อเชื่อมระบบขนส่งสาธารณะ และสภาพแวดล้อมสำหรับคนเดินเท้า

ธนาคารโลกเสนอให้จัดการระบบขนส่งเป็นโครงข่ายที่เดินทางต่อกันได้สะดวก ทั้งรถไฟฟ้า รถโดยสาร และบริการเชื่อมต่อสถานี เพราะการมีเส้นทางขนส่งหลักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากประชาชนยังเดินทางจากบ้านถึงสถานี หรือจากสถานีถึงที่ทำงานได้ลำบาก

ความร้อนเป็นอีกต้นทุนที่กระทบผลิตภาพ รายงานอ้างผลวิเคราะห์ร่วมของธนาคารโลกกับกรุงเทพมหานครว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยในเมืองสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส ผลิตภาพแรงงานกลางแจ้งอาจลดลงได้สูงสุด 3.4% กระทบแรงงานกว่า 1 ล้านคน และประเมินการสูญเสียรายได้มากกว่า 4.4 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือราว 1% ของ GDP กรุงเทพฯ

ขณะที่ความเสี่ยงน้ำท่วมกระทบการเดินทาง การผลิต และระบบขนส่งสินค้า รายงานระบุว่าอุทกภัยปี 2554 ทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริงของไทยลดลงมากกว่า 1 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าความเสียหายในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญส่งผลต่อประเทศได้ทั้งระบบ

ปั้นเมืองรองตามจุดแข็ง ไม่ใช้แผนเดียวกันทุกพื้นที่

ธนาคารโลกเสนอให้เมืองรองพัฒนาความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน แทนการพยายามสร้างรูปแบบธุรกิจเหมือนกรุงเทพฯ รายงานยกตัวอย่างชลบุรีและนครปฐมในฐานพื้นที่การผลิต เชียงใหม่และภูเก็ตด้านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขอนแก่นและหาดใหญ่ในฐานศูนย์บริการภูมิภาค และสงขลาในบทบาทด้านโลจิสติกส์

สิ่งที่เมืองเหล่านี้ต้องการไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้าง แต่รวมถึงที่ดินซึ่งมีไฟฟ้า น้ำ ถนน และระบบสื่อสารพร้อมใช้งาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับธุรกิจในพื้นที่ และการเชื่อมผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับห่วงโซ่อุปทาน

รายงานยังเสนอให้ทดลองข้อตกลงพัฒนาเมืองระยะหลายปีระหว่างรัฐบาลกลางกับเมืองรองที่มีความพร้อม เพื่อกำหนดภารกิจด้านโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ที่ดิน ทักษะ และเงินลงทุนของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน แทนการลงทุนเป็นรายโครงการโดยขาดความต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มขีดความสามารถด้านรายได้และการวางแผนลงทุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมืองสูงวัย–ท่องเที่ยว เพิ่มแรงกดดันโครงสร้างพื้นฐาน

รายงานระบุว่า สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปในเขตเมืองของไทยเพิ่มจากราว 5.8% ในปี 2543 เป็น 11.7% ในปี 2563 การออกแบบทางเดิน ระบบขนส่ง และการเข้าถึงบริการสาธารณสุขจึงต้องรองรับคนสูงวัยมากขึ้น

ส่วนเมืองท่องเที่ยวต้องรับมือกับความต้องการใช้น้ำ พลังงาน ระบบจัดการขยะ และการเดินทางที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยว ธนาคารโลกเสนอให้ประเมินผลการท่องเที่ยวจากรายจ่ายต่อคน ระยะเวลาพำนัก ผลต่อธุรกิจท้องถิ่น และต้นทุนที่เมืองต้องแบกรับ ไม่พิจารณาเพียงจำนวนผู้เดินทาง

สาระสำคัญของรายงานจึงอยู่ที่การทำให้ กรุงเทพฯ มีประสิทธิภาพขึ้น และเมืองรองเติบโตได้จากจุดแข็งของตัวเอง หากลงทุนโดยไม่เชื่อมการใช้ที่ดิน ระบบขนส่ง แรงงาน และอำนาจบริหารของท้องถิ่น เม็ดเงินที่กระจายไปอาจไม่สร้างผลิตภาพตามที่คาดหวัง