thansettakij
thansettakij
เวิลด์แบงก์ระดมทุนเอกชนทุบสถิติ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ ดันเงินสู่ประเทศกำลังพัฒนา

เวิลด์แบงก์ระดมทุนเอกชนทุบสถิติ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ ดันเงินสู่ประเทศกำลังพัฒนา

18 ก.ย. 69 | 06:45 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ย. 69 | 07:10 น.

เวิลด์แบงก์กรุ๊ปเผยปีงบประมาณ 2569 ระดมเงินทุนภาคเอกชนสู่ประเทศกำลังพัฒนาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ มุ่งสร้างงาน โครงสร้างพื้นฐาน-พลังงาน-เกษตร

KEY

POINTS

  • เวิลด์แบงก์กรุ๊ประดมทุนจากภาคเอกชนสู่ประเทศกำลังพัฒนาได้สูงสุด เป็นประวัติการณ์ 1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในรอบ 4 ปี
  • มีการออกหลักประกันมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยปลดล็อกอุปสรรคและดึงดูดการลงทุน ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เร็วกว่ากำหนดถึง 4 ปี
  • เงินทุนที่ระดมได้มุ่งเน้นการสร้างงานใน 5 ภาคเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน, เกษตร, สาธารณสุข, ท่องเที่ยว และการผลิตมูลค่าเพิ่ม

เวิลด์แบงก์กรุ๊ป เผยปีงบประมาณ 2569 ระดมเงินทุนภาคเอกชนสู่ประเทศกำลังพัฒนาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มกว่า 3 เท่าใน 4 ปี จาก 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2565 พร้อมออกหลักประกันทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เร่งปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน มุ่ง 5 อุตสาหกรรมสร้างงาน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงาน เกษตร Healthcare ท่องเที่ยว และการผลิตมูลค่าเพิ่ม

วอชิงตัน 17 กันยายน 2569 กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2569 สามารถระดมเงินทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในช่วง 4 ปี จากระดับ 35,000 ล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2565
 

สะท้อนความพยายามในการนำเงินทุนภาคเอกชนเข้ามาทำงานควบคู่กับเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ของกลุ่มธนาคารโลก เพื่อสนับสนุนการลงทุน การขยายธุรกิจ และการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา

เมื่อรวมเงินทุนของกลุ่มธนาคารโลกเองเข้ากับเงินทุนที่สามารถระดมจากภาคเอกชน ส่งผลให้มูลค่าการจัดหาเงินทุนและการระดมทุนเพื่อประเทศกำลังพัฒนาในปีงบประมาณ 2569 มีมูลค่ารวม มากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวของการระดมเงินทุนในหลายระดับรายได้ของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การระดมทุนในประเทศรายได้ต่ำยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความท้าทายสูงในการดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน

สำหรับประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ หรือ Lower-middle-income countries เงินทุนภาคเอกชนที่ระดมได้เพิ่มขึ้นจาก 14,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2565 เป็น 37,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2569 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า

ส่วนประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง หรือ Upper-middle-income countries เพิ่มจาก 12,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า

ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำ ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีข้อจำกัดและความท้าทายมากที่สุดในการดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชน สามารถรักษาระดับการระดมทุนไว้ได้ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์

ในส่วนของภูมิภาคแอฟริกา เงินทุนภาคเอกชนที่กลุ่มธนาคารโลกสามารถระดมได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 22,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 150% สะท้อนการขยายบทบาทของเงินทุนทั้งจากนักลงทุนในระดับโลก ระดับภูมิภาค และในประเทศ เพื่อสนับสนุนธุรกิจและการจ้างงาน

ปรับการทำงานดึงเอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้น

กลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งให้การทำงานร่วมกับภาคเอกชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการลดขั้นตอนและทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคส่วนที่ทำงานด้านภาครัฐและภาคเอกชนของกลุ่มธนาคารโลกให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การทำงานในแต่ละประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว โดยมีจุดติดต่อหลักเพียงจุดเดียวสำหรับการทำงาน ทั้งด้านภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมเริ่มจัดทำยุทธศาสตร์แบบบูรณาการสำหรับแต่ละประเทศ โดยพิจารณาจากความต้องการและลำดับความสำคัญด้านการพัฒนาของประเทศนั้น ๆ 

นอกจากนี้ Private Sector Investment Lab ยังเข้ามามีบทบาทในการค้นหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริงและเป็นปัจจัยขัดขวางการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา พร้อมจัดทำแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้

กลุ่มธนาคารโลกได้นำแนวทางดังกล่าวไปดำเนินการในหลายด้าน ทั้งการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและกฎระเบียบ การขยายการใช้เครื่องมือค้ำประกันและการจัดหาเงินทุนในสกุลเงินท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน การเพิ่มเครื่องมือด้านการลงทุนในรูปแบบ Equity รวมถึงการพัฒนาช่องทางใหม่ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาได้ในระดับที่ใหญ่ขึ้น

ออกหลักประกันกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

อีกปัจจัยสำคัญ คือ การขยายบทบาทด้านการค้ำประกัน โดยในปีงบประมาณ 2569 กลุ่มธนาคารโลกออกหลักประกันให้กับโครงการต่าง ๆ มากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายการออกหลักประกันที่ตั้งไว้ 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2573 หรือสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ก่อนกำหนดถึง 4 ปี

การเติบโตส่วนสำคัญมาจาก World Bank Group Guarantee Platform ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2567 เพื่อทำหน้าที่เป็นช่องทางที่ง่ายและเป็นหนึ่งเดียวสำหรับลูกค้า และนักลงทุนในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ด้านหลักประกันจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกลุ่มธนาคารโลก 

นาย Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า เมื่อ 3 ปีก่อน ผู้ถือหุ้นและลูกค้าของกลุ่มธนาคารโลกมีความชัดเจนว่าต้องการให้สถาบันนำเงินทุน และองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้เพื่อระดมเงินทุนภาคเอกชนให้มากขึ้น และปรับปรุงการทำงานให้เป็นพันธมิตรกับภาคเอกชนได้ดียิ่งขึ้น

กลุ่มธนาคารโลกจึงปรับรูปแบบการทำงานให้รวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และทำงานเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้สามารถระดมเงินทุนภาคเอกชนได้ถึง 112,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ จากเดิม 35,000 ล้านดอลลาร์เมื่อ 4 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มธนาคารโลกระบุว่า ตัวเลขการระดมทุนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ เงินทุนดังกล่าวถูกส่งไปยังพื้นที่ที่สามารถสร้างโอกาสและการจ้างงาน โดยภารกิจต่อไปคือ การเดินหน้าลดอุปสรรคการลงทุน ขยายฐานนักลงทุน และนำเงินทุนเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาให้มากขึ้น

วิกฤตงานคนรุ่นใหม่ดันเอกชนเป็นกลไกหลัก

กลุ่มธนาคารโลกกำหนดให้ การสร้างงานเป็นภารกิจสำคัญ เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการจ้างงานครั้งใหญ่ โดยในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวประมาณ 1,200 ล้านคน ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ขณะที่คาดว่าจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นประมาณ 420 ล้านตำแหน่ง

กลุ่มธนาคารโลกระบุว่า ภาคเอกชนเป็นผู้สร้างงานประมาณ 9 ใน 10 ตำแหน่ง ในประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการขยายธุรกิจจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์การสร้างงาน

ยุทธศาสตร์ด้านการจ้างงานของกลุ่มธนาคารโลก มุ่งเน้น 3 ปัจจัยที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่

1.การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านบุคลากรและกายภาพ

2.การสร้างสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

3.การช่วยให้ภาคเอกชนสามารถขยายกิจการและเพิ่มขนาดการลงทุนได้

จับตา 5 อุตสาหกรรมสร้างงานสูง

ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว กลุ่มธนาคารโลกให้ความสำคัญกับ 5 ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการสร้างงานจำนวนมาก ได้แก่

1.โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน

2.ธุรกิจการเกษตรและเกษตรแปรรูป

3.การดูแลสุขภาพ

4.การท่องเที่ยว

5.อุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

ในปีงบประมาณ 2569 เงินทุนทั้งหมดของกลุ่มธนาคารโลก ทั้งเงินทุนขององค์กรเองและเงินทุนที่ระดมจากภาคเอกชน 55% ถูกจัดสรรไปยังภาคเศรษฐกิจทั้ง 5 กลุ่มนี้ เพื่อเปลี่ยนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงนโยบายให้กลายเป็นการลงทุนของภาคเอกชน การเติบโตของธุรกิจ และการสร้างงาน

กลุ่มธนาคารโลกยังระบุด้วยว่า เงินลงทุนจากภาคเอกชนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในตลาดที่เข้าถึงง่าย หรือมีความพร้อมสูงเท่านั้น แต่เริ่มไหลเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้ต่ำมากขึ้น โดยมีนักลงทุนระดับภูมิภาคและนักลงทุนท้องถิ่น เข้ามามีบทบาทในการเสริมเงินทุนจากนักลงทุนระดับโลก เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการสร้างงาน

เปิดทางเงินทุนระยะยาวสู่ประเทศกำลังพัฒนา

จากนี้ กลุ่มธนาคารโลกมีแผนต่อยอดการระดมทุน โดยขยายประเภทและจำนวนของนักลงทุนที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะผ่านแนวทาง Originate-to-Distribute หรือ O2D

แนวทางดังกล่าวมุ่งพัฒนาวิธีการจัดโครงสร้างและกระจายการลงทุน เพื่อให้นักลงทุนสถาบันสามารถเข้ามาลงทุนได้ในระดับที่ใหญ่ขึ้น และเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนระยะยาวจากทั่วโลกเข้ากับโอกาสการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา

เป้าหมายของกลุ่มธนาคารโลกในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การระดมเงินทุนให้มากขึ้น จากแหล่งเงินทุนที่หลากหลายขึ้น และนำเงินทุนเหล่านั้นเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อสนับสนุนการลงทุน การขยายตัวของธุรกิจ การสร้างงาน และการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว