
ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน
ธนาคารโลก ถกกรอบความร่วมมือไทยปี 2570–2575 เร่งสร้างงาน ยกระดับธุรกิจ เพิ่มลงทุนเอกชน พร้อมเสริมโครงสร้างพื้นฐานและรับมือภัยพิบัติ
KEY
POINTS
- ธนาคารโลกได้อนุมัติกรอบความร่วมมือ (CPF) ฉบับใหม่สำหรับประเทศไทยในระยะ 5 ปี (ปีงบประมาณ 2570-2575)
- เป้าหมายหลักคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน และสร้างงานใน 4 กลุ่มเศรษฐกิจเป้าหมาย ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าดิจิทัล และธุรกิจการเกษตร
- มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความผันผวน ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการสร้างความยืดหยุ่นทางการคลัง
คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารโลกหารือกรอบความร่วมมือ (Country Partnership Framework: CPF) ฉบับใหม่สำหรับประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ 2570–2575 โดยมุ่งเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น
ธนาคารโลกระบุว่า กรอบความร่วมมือฉบับใหม่ต่อยอดจากการทำงานร่วมกับประเทศไทยมานานกว่า 75 ปี โดยจะผสานองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านการปฏิรูป เข้ากับการจัดหาเงินทุนแก่ภาครัฐอย่างคัดสรร และการส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
4 กลุ่มเศรษฐกิจเป้าหมาย สร้างงานใหม่
กรอบความร่วมมือใหม่นี้มุ่งผลักดัน 2 ด้านหลัก โดยด้านแรกคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน สนับสนุนธุรกิจเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และขยายการแข่งขันในตลาดภูมิภาคและตลาดโลก รวมถึงเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
ธนาคารโลกจะให้น้ำหนักกับภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างงาน ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าดิจิทัล และธุรกิจการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ การเงินที่ยั่งยืน และการส่งเสริมนวัตกรรม
สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า การประชุม Bangkok Business Summit สะท้อนความเห็นพ้องในการเปลี่ยนจากการวิเคราะห์ปัญหาไปสู่การลงมือปฏิบัติ โดยกรอบความร่วมมือฉบับใหม่จะช่วยผลักดันไปสู่การลงทุนที่เป็นรูปธรรม การสร้างงานที่มีจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น การเสริมความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และการสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รับมือภัยพิบัติ
อีกด้านสำคัญคือการเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโต โดยมุ่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน น้ำ คมนาคม และพลังงาน รวมถึงความยืดหยุ่นทางการคลัง การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ และระบบคุ้มครองทางสังคม
แผนงานครอบคลุมการรับมืออุทกภัยและภัยแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและแรงงานในภูมิภาคที่มีการพัฒนาล่าช้าเข้ากับตลาดระดับประเทศ รวมถึงการวางรากฐานด้านการคลังผ่านระบบจัดเก็บรายได้ที่เข้มแข็งขึ้นและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตที่สมดุลในเชิงพื้นที่ โดยสนับสนุนการปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองและแนวพื้นที่เศรษฐกิจภูมิภาค
อาร์โนด์ ดูปัวซาต์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก IFC กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งระดมและเอื้อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนในวงกว้าง เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโต สร้างนวัตกรรม และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยจะผนึกจุดแข็งของธนาคารโลก IFC และสถาบันประกันการลงทุนพหุภาคี (MIGA) เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปและการลงทุนที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ ขยายโอกาส และเสริมสร้างความยืดหยุ่น
จับตาไทยเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ต.ค.นี้
การจัดทำ CPF ฉบับใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร
การประชุมดังกล่าวจะเป็นเวทีนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาของประเทศไทย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกระชับความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง







