
ธนาคารโลกแนะไทย เร่ง“ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ” ก่อนสายเกินแก้
รายงานฉบับใหม่ขอบธนาคารโลก แนะให้ไทยปรับปรุงกฏหมายการ ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พร้อมยกเครื่อง 5 อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อเป้าหมายเศรษฐกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า
KEY
POINTS
- ธนาคารโลกเตือนว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำเพียง 2.2% หากไม่ปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่จะพลาดเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2580 และเสี่ยงเผชิญภาวะ “สังคมสูงวัยก่อนร่ำรวย”
- หากต้องการบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ไทยจำเป็นต้องผลักดันให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
- ข้อเสนอแนะเร่งด่วนคือการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย โดยเฉพาะ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อปลดล็อกการลงทุนในภาคบริการดิจิทัลและดึงดูดเทคโนโลยีขั้นสูง
- ไทยต้องมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การสร้างมูลค่าสูงใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง (EV), บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, เกษตรมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน "ทางแพร่งเชิงยุทธศาสตร์" ที่สุ่มเสี่ยงและท้าทายที่สุดในรอบ 35 ปี เมื่อธนาคารโลก (World Bank) ออกรายงานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ประเทศไทยฉบับล่าสุด ในหัวข้อ “Building Thailand’s Future Today” พร้อมส่งสัญญาณถึงรัฐบาลและภาคเอกชนไทยว่า
หากไม่เริ่มต้นปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่พลาดเป้าหมายการเป็น "ประเทศรายได้สูง" ในปี 2037 (พ.ศ. 2580) เท่านั้น แต่จะถูกประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนแซงหน้าอย่างถาวร และต้องเผชิญกับวิกฤตภาวะ "สังคมสูงวัยก่อนที่จะร่ำรวย" (Aged before Wealthy)
ย้อนรอย 35 ปีแห่งความสำเร็จ สู่สัญญาณเตือนภัย "เครื่องยนต์ดับ"
รายงานฉบับนี้ได้ประเมิน "ทุนทางยุทธศาสตร์" ของประเทศไทย โดยยอมรับว่า ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประชุมประจำปีธนาคารโลกและ IMF ที่กรุงเทพฯ เมื่อค.ศ.1991 (พ.ศ. 2534) ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ สามารถพาประเทศก้าวพ้นความยากจนขั้นรุนแรงมาสู่สถานะ "ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง" (Upper-Middle Income Country) แต่ธนาคารโลกได้ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่าตกใจว่า อดีตอันหอมหวานไม่สามารถการันตีอนาคตได้อีกต่อไป เพราะหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 2.2% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำเกินกว่าจะพาประเทศข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลางได้
ผ่า 2 ฉากทัศน์ปี 2037 เตือนไทย หากช้าอาจหลุดเป้าหมายไปเกือบ 2 ทศวรรษ
ธนาคารโลกได้ทำการจำลองฉากทัศน์ (Scenarios) อนาคตเศรษฐกิจไทยออกเป็น 2 ทาง ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้คือตัวกำหนดชะตากรรมของประเทศ
ทางเลือกแรกด้วยการเดินหน้าแบบเดิม (Recent Growth Scenario) หากเศรษฐกิจไทยยังคงโตเฉลี่ยที่ 2.2% ตามแนวโน้มปัจจุบัน ประเทศไทยจะสามารถบรรลุสถานะประเทศรายได้สูงได้ใน ปี 2056 (พ.ศ. 2599) ซึ่งล่าช้ากว่าเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติปี 2037 ถึงเกือบ 2 ทศวรรษ (19 ปี) การล่าช้านี้จะทำให้ไทยกลายเป็นผู้แพ้ในภูมิภาค ถูกคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียแซง และต้องติดอยู่ในภาวะภาระทางการคลังมหาศาลจากสังคมสูงวัย
ทางเลือกที่สองคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Vision Scenario) รัฐบาลต้องเร่งผลักดันการปฏิรูปเพื่อดันอัตราการเติบโตของ GDP ให้โตเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ที่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงได้ทันตามกำหนดในปีค.ศ. 2037
ถอดรหัสส่วนเติมเต็ม GDP +2.5% เพื่อชนเป้าหมาย 5.4%
ธนาคารโลกระบุว่า การเพิ่มอัตราเติบโตอีก 2.5% เพื่อให้ถึงเป้าหมาย 5.4% ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่ต้องมาจาก 4 เครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก การยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ช่วยเพิ่ม GDP +0.8%
การเพิ่มพลวัตของภาคธุรกิจและ SMEs ให้ธุรกิจขนาดเล็กมีส่วนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น มีส่วนช่วยเพิ่ม GDP +0.7% การพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองรอง ช่วยเพิ่ม GDP +0.7% และการยกระดับทุนมนุษย์และทักษะแรงงาน ช่วยเพิ่ม GDP +0.4%
รื้อพ.ร.บ.ต่างด้าวทันทีปลดล็อกทุน-บริการดิจิทัล
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ธนาคารโลกเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยอย่างตรงไปตรงมา คือ "การปฏิรูปกฎหมายและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ทันสมัย" โดยเฉพาะการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act หรือ FBA) ซึ่งใช้งานมานานและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ธนาคารโลกเน้นย้ำว่า พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวของไทย (พ.ศ.2542) ในปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านการค้าบริการและกรอบการลงทุนของต่างชาติที่ล้าหลัง ไม่สอดรับกับบริบทโลกยุค AI และ Data Economy ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง
ดังนั้น การรื้อและปรับปรุงให้ทันสมัยให้จะช่วยเปิดเสรีภาคบริการดิจิทัล (Digital Services Trade) ลดอุปสรรคการเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานการเงิน นำจุดแข็งอย่าง PromptPay มายกระดับสู่การสร้าง Fintech Unicorns และบริการทางการเงินข้ามแดน สร้าง ecosystem ดึงดูดการลงทุน Data Center และ Cloud Infrastructure เพื่อรองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภูมิภาค
ยุทธศาสตร์ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตจาก "ปริมาณ" สู่ "มูลค่าสูง"
เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ ธนาคารโลกเสนอให้ประเทศไทยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ที่มีผลทวีคูณ (Multipliers) ต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานสูง
Advanced Manufacturing (การผลิตขั้นสูง) เปลี่ยนผ่านจากฐานผลิตแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (EV Export Hub) และอุตสาหกรรมระบบทำความเย็นแห่งอนาคต (Cooling Technologies)
Digital Services (บริการดิจิทัล) เร่งปรับปรุงกฎหมายพ.ร.บ.ต่างด้าวปลดล็อกข้อจำกัดการค้าบริการดิจิทัล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีการเงิน
Sustainable and Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน) เปลี่ยนจากจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวพรีเมียม ซึ่งมีกำลังซื้อและอัตราการใช้จ่ายสูงกว่าปกติถึง 1.5 เท่า
Agrifood (เกษตรและอาหารแปรรูปมูลค่าสูง) เป็นอุตสาหกรรมที่มีตัวคูณการจ้างงานสูงที่สุด ต้องมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและเกษตรแม่นยำเพื่อกระจายรายได้สู่ฐานราก
Creative Industries (อุตสาหกรรมสร้างสรรค์) เร่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และผลักดัน Soft Power ไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก
ตั้งรับ 3 เมกะเทรนด์โลกผันผวน & 3 เสาหลักหนุนหลัง
ธนาคารโลกเตือนว่า ประเทศไทยต้องวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับ 3 เมกะเทรนด์โลก ที่กำลังร้อนแรงในขณะนี้
AI & Disruptive Technologies แม้ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ในไทยมีการประยุกต์ใช้ AI เพียง 23% (เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 61%) แต่การขยายตัวของ AI Data Center คือโอกาสทองในการ "ชุบชีวิต" อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสไดรฟ์ แผงวงจร และ Power Electronics ของไทย หากเร่งปรับตัวจะเพิ่มศักยภาพการเติบโตของ GDP ได้ถึง 10%
Climate Change & Flood Risk พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสูงถึง 66% ของ GDP มีความเสี่ยงสูงถึง 50% ที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ระดับปี 2554 อีกครั้งก่อนปี 2050 ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไทยยังมีสัดส่วนไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพียง 5.3% ซึ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา (10.6%) อย่างชัดเจน
Shifting Global Trade Landscape สงครามการค้าและมาตรการปกป้องการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า ตั้งแต่ปี 2017 ไทยต้องเร่งรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในอาเซียนให้เหนียวแน่นมากขึ้น
รายงานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของธนาคารโลกฉบับนี้ มิใช่เพียงแค่ตัวเลขสถิติทางเศรษฐศาสตร์ แต่คือสัญญาณที่ส่งชัดเจน ถึงประเทศไทย การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ในปัจจุบัน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิม" ได้หมดพลังลงแล้ว หากยังคงดำเนินนโยบายแบบประคองตัว ไทยจะต้องใช้เวลาอีกมากกว่า 30 ปีจึงจะไปถึงฝันในการเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งเวลานั้นประเทศไทยจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุ และขาดแคลนแรงงานขับเคลื่อนประเทศอย่างสมบูรณ์
ความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายปี 2037 จึงขึ้นอยู่กับ ความกล้าหาญเชิงนโยบาย ความกล้าที่จะรื้อกฎหมาที่ล้าหลัง ความกล้าที่จะปฏิรูปการศึกษา ยกระดับภาคการผลิตสู่เทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
อนึ่ง รายงานฉบับนี้เป็นรายงานพิเศษจากธนาคารโลกที่ทำการสำรวจเศรษฐกิจของไทยในโอกาสที่ไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม







