
สจล.ผนึกเครือข่าย Data Center-AI-Smart Energy ต่อยอด “Dashub”
สจล. เดินหน้า Dashub เชื่อมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ Data Center, AI และ Smart Energy Management สร้างฐานองค์ความรู้ พัฒนากำลังคน และต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม หวังให้โครงการเดินหน้าต่อแม้สิ้นสุดระยะดำเนินงาน
KEY
POINTS
- สจล. ร่วมมือกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Center, AI และ Smart Energy เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและวางแนวทางต่อยอดโครงการ “Dashub” ในระยะยาว
- โครงการ Dashub ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ และจัดอบรมพัฒนาบุคลากร เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาควิชาการสู่ภาคอุตสาหกรรม
- Dashub ให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมของ Data Center โดยคำนึงถึงความมั่นคงของข้อมูล ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย
- เป้าหมายหลักคือการพัฒนาเครือข่ายให้ยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างต่อเนื่อง
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมคณะที่ปรึกษา คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ครั้งที่ 4/2569 เพื่อสรุปผลการดำเนินงานภายใต้โครงการ HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI AND SMART ENERGY MANAGEMENT และกำหนดแนวทางต่อยอดเครือข่าย “Dashub” ในระยะต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และความสำคัญของการประชุม
ขณะที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวเปิดการประชุม โดยระบุถึงความสำคัญของการพัฒนา Data Center, AI และ Smart Energy Management ให้เดินหน้าไปพร้อมกัน
ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ Dashub ได้ขับเคลื่อนทั้งการประชุมคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญ การอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร การจัดเวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและกำลังคนที่สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ
Dashub มอง Data Center มากกว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ประเด็นสำคัญของ Dashub คือการให้ความสำคัญกับ “มิติทางสังคมของ Data Center” โดยมองศูนย์ข้อมูลไม่ใช่เพียงอาคารสำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับสิทธิของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ
แนวทางดังกล่าวครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก
ความมั่นคงและอธิปไตยของข้อมูล ข้อมูลสำคัญของประชาชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจต้องได้รับการคุ้มครอง มีมาตรฐานความปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ และมีแผนรองรับเหตุขัดข้องหรือภัยคุกคามทางไซเบอร์
พลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อมของชุมชน การใช้ไฟฟ้าและน้ำของ Data Center ต้องไม่กระทบทรัพยากรพื้นฐานของประชาชน พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เปิดเผยประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และบริหารจัดการความร้อน เสียง น้ำทิ้ง และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างรับผิดชอบ
การเลือกพื้นที่และการมีส่วนร่วม ก่อนลงทุนควรประเมินผลกระทบต่อชุมชน โครงข่ายไฟฟ้า แหล่งน้ำ การจราจร และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ พร้อมเปิดให้ประชาชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผนจนถึงการติดตามผล
งานและทักษะสำหรับคนไทย การลงทุนควรเชื่อมโยงกับการพัฒนาช่างเทคนิค วิศวกร นักวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อสร้างงานคุณภาพสูง ถ่ายทอดเทคโนโลยี และกระจายรายได้ภายในประเทศ
ความเท่าเทียมและความต่อเนื่องของบริการ Data Center ควรสนับสนุนบริการสาธารณะที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา รัฐบาลดิจิทัล และระบบเตือนภัย พร้อมช่วยลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างพื้นที่และกลุ่มประชากร
สร้างฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ-พัฒนากำลังคนทักษะสูง
ผลการดำเนินงานของโครงการได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่สามารถนำไปต่อยอดในหลายรูปแบบ ทั้ง Research Collaboration, Talent Development, Knowledge Sharing, Technology Transfer และ Industry-Academia Collaboration เพื่อเชื่อมองค์ความรู้จากภาควิชาการเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศ
ผลลัพธ์สำคัญประกอบด้วย ฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Center, AI และ Smart Energy Management เพื่อสนับสนุนโจทย์วิจัย ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายประเทศ การสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการพัฒนา Community of Practice
นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเพื่อ Upskill และ Reskill บุคลากร รวมถึงการสร้าง AI Literacy เพื่อเตรียมกำลังคนรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันเครือข่ายยังทำหน้าที่เชื่อมโจทย์วิจัยจากภาคสังคมและอุตสาหกรรมเข้ากับศักยภาพของนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาสู่นวัตกรรมและการใช้ประโยชน์จริง
อีกส่วนคือการสังเคราะห์บทเรียนและจัดทำบทความวิชาการ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถตรวจสอบ อ้างอิง และเผยแพร่ต่อประชาชน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบาย
ไม่ใช่แค่ปิดโครงการ เดินหน้าสู่เครือข่ายระยะยาว
สำหรับการประชุมครั้งที่ 4/2569 จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสรุปผลการดำเนินโครงการ แต่เป็นการวางแนวทางให้เครือข่าย Dashub สามารถเดินหน้าต่อในระยะยาว โดยเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายร่วมกันสรุปและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำเสนอผลลัพธ์จากการดำเนินงาน และกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคต
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไม่สิ้นสุดลงพร้อมระยะเวลาของโครงการ แต่สามารถขยายผลไปสู่ความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
Dashub จึงมุ่งพัฒนาเครือข่ายนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรคุณภาพสูง ให้สามารถร่วมกันขับเคลื่อน Data Center, AI และ Smart Energy Management เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยวางเป้าหมายตั้งแต่องค์ความรู้ไปสู่เครือข่าย จากเครือข่ายสู่นวัตกรรม และจากนวัตกรรมสู่ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ







