thansettakij
thansettakij
เปิดแผน สจล.ปั้นคน-พลังงาน รับยุค AI  สร้าง Data Center Sandbox

เปิดแผน สจล.ปั้นคน-พลังงาน รับยุค AI สร้าง Data Center Sandbox

06 ส.ค. 69 | 02:11 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ส.ค. 69 | 02:30 น.

เปิดแผน “สจล.” เดินหน้าผลิตกำลังคนรองรับอุตสาหกรรม AI - ดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งพัฒนาหลักสูตรเชื่อมโยงภาคเอกชน พร้อมเนรมิตพื้นที่ 18 ไร่สู่ Park Tech Data Center Sandbox ผลักดันใช้พลังงานสีเขียวและศึกษา SMR ขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • สจล. เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรด้านดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างเครือข่ายกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อผลิตบุคลากรรองรับการเติบโตของยุค AI
  • เตรียมจัดตั้ง "Data Center Sandbox" ในพื้นที่ Park Tech เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้และทดสอบเทคโนโลยี โดยระดมทุนจากภาคเอกชนในระยะแรก
  • มุ่งพัฒนาพลังงานสีเขียวควบคู่กัน โดยลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์และศึกษาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใหม่ เช่น Small Modular Reactor (SMR)

กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก กำลังผลักดันให้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่หลายประเทศเร่งพัฒนาทั้งบุคลากร เทคโนโลยี และระบบพลังงาน เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การเติบโตของอุตสาหกรรม AI จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดบุคลากรที่มีทักษะรองรับ ในฐานะสถาบันการศึกษา สจล. ทำหน้าที่เป็นผู้นำ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ได้เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรด้านดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่เปิดหลักสูตรด้าน Semiconductor Engineering เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

แม้ในช่วงแรกจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ แต่เมื่อการสนับสนุนไม่เพียงพอ สจล. ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรต่อ โดยประสานความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเข้ามาสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ขณะที่นักศึกษาบางส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษา

หลายมหาวิทยาลัยพร้อมเปิดหลักสูตรด้านเทคโนโลยีใหม่ แต่การขับเคลื่อนขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของตลาดแรงงาน เมื่อ สจล. เปิดหลักสูตรแล้วมีผู้สนใจเข้าศึกษา สะท้อนว่าผู้เรียนมองเห็นโอกาสของอุตสาหกรรมในอนาคต หากภาครัฐมีนโยบายที่ชัดเจน ก็จะยิ่งช่วยให้มีผู้สนใจเข้าศึกษาเพิ่มขึ้น

ประเทศไทยยังมีพื้นฐานด้านวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ประเทศไทยยังมีพื้นฐานด้านวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด โดยสามารถต่อยอดจากบุคลากรที่มีอยู่ผ่านการ Upskill ภายในระยะเวลา 3-6 เดือน หากมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็พร้อมร่วมกันผลิตกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม กล่าวว่า สจล. เริ่มพัฒนาหลักสูตรดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อ 2 ปีก่อน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณผ่านโครงการ บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรม ก่อนที่ต่อมาจะได้รับการสนับสนุนจาก Amazon Web Services (AWS) ทั้งด้านทุนการศึกษา (Scholarship) และการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องอีก 2 รุ่น

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม  เครดิตภาพ : เพจ KMITL

นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากอธิการบดีในการประสานความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบหมายให้ สจล. เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างเครือข่ายด้านดาต้าเซ็นเตอร์ รวบรวมผู้ประกอบการและคณาจารย์ที่สนใจเข้ามาทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมสำหรับผู้ประกอบการและบุคลากรรุ่นใหม่

 วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CII) ได้พัฒนาหลักสูตรด้านดาต้าเซ็นเตอร์โดยมุ่งเน้นทั้งด้านการบริหารจัดการและการดำเนินงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ต้องการเฉพาะวิศวกร แต่ยังต้องการบุคลากรที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการควบคู่กันไป ปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาโท และอยู่ระหว่างเตรียมเปิดหลักสูตรระดับปริญญาเอกในภาคการศึกษาถัดไป

เปิดแผนพัฒนา Park Tech สู่ Data Center Sandbox

 รศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าวว่า สจล. อยู่ระหว่างพัฒนา Park Tech ให้เป็นพื้นที่ Sandbox ในพื้นที่ 18 ไร่ สำหรับทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ครอบคลุมระบบปฏิบัติการ รักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ปัจจุบันได้หารือกับผู้ประกอบการหลายราย ทั้งด้านระบบทำความเย็น ระบบพลังงาน และผู้พัฒนาอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการ โดยตั้งเป้าให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านดาต้าเซ็นเตอร์และการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนของประเทศ

นักศึกษายังต้องเดินทางไปศึกษาดูงานจากหน่วยงานภายนอก แต่เมื่อ Park Tech เสร็จ จะใช้เป็นสถานที่เรียนรู้และทดสอบระบบจริงได้ รวมถึงรองรับการทดสอบด้าน Cybersecurity ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ สจล. ยังเตรียมพัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับการวิจัยด้าน AI ทางการแพทย์ และโครงการศูนย์รังสีรักษาขั้นสูงบริเวณพื้นที่ข้างโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อใช้ต่อยอดงานวิจัยและให้บริการแก่ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม

ระดมเอกชนลงทุนโครงการ Data Center Sandbox

การพัฒนาโครงการ Data Center Sandbox ในระยะเริ่มต้นอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน เนื่องจากยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ สจล. ใช้แนวทางสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อร่วมพัฒนาโครงการต้นแบบ โดยประเมินงบลงทุนไว้ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ในระยะเริ่มต้นมีแผนพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดประมาณ 200 เมกะวัตต์ ใช้งบประมาณราว 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณขั้นต่ำสำหรับก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ อาคาร ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และองค์ประกอบพื้นฐานอื่น ๆ ก่อนทยอยพัฒนาและติดตั้งระบบเพิ่มเติมในระยะต่อไป โดยสามารถระดมเงินลงทุนได้แล้วประมาณ 500 ล้านบาท จากความร่วมมือของภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการระยะแรก

รศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และพลังงานต้องอาศัยความร่วมมือในรูปแบบเครือข่าย เนื่องจากหลายสถาบันต่างเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน สจล. ได้หารือกับผู้ประกอบการหลายราย ทั้งผู้พัฒนาระบบทำความเย็น ระบบพลังงาน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ Park Tech พร้อมทั้งอยู่ระหว่างเตรียมลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ รวมถึงเชิญมหาวิทยาลัยในประเทศเข้าร่วมเครือข่ายการพัฒนา

ยังมีภาคเอกชนหลายรายให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ โดยอธิการบดีมีนโยบายผลักดันการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อเป็นกลไกนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ของอาจารย์และนักศึกษาไปต่อยอดร่วมกับภาคเอกชนและภาครัฐ

ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเดินคู่พลังงานสีเขียว

อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการใช้พลังงานสีเขียว เนื่องจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันต้องสอดคล้องกับกติกาของประชาคมโลกที่ให้ความสำคัญกับการใช้ Green Energy

เราจะใช้พลังงานปิโตรเลียมไม่ได้แล้ว ถ้าใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องหาเป็นพลังงานหมุนเวียน เพราะเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกบอกว่า ถ้าไปใช้ปิโตรเลียมจะสร้างมลภาวะให้ให้กับโลกใบนี้ ก็จะถูกต่อต้าน

ปัจจุบัน สจล. ได้ร่วมลงทุนกับภาคเอกชนพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ เพื่อนำมาสนับสนุนการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะเริ่มต้น

ยอมรับว่าพลังงานจากโซลาร์อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีแหล่งพลังงานสีเขียวรูปแบบอื่นเข้ามาเสริมในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่ SMR จะนำมาใช้งานได้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ขณะที่การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2-3 ปี ต้องอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่นรองรับไปก่อน

อย่างไรก็ตาม พลังงานแสงอาทิตย์มีข้อจำกัด จึงต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) หรือระบบแบตเตอรี่ เพื่อสำรองพลังงานและรองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน รศ.ดร.สุรพงษ์ กล่าวว่า สจล. อยู่ระหว่างศึกษาทางเลือกด้านพลังงาน ทั้งการนำพลังงานส่วนเกินจากโรงไฟฟ้ากลุ่ม RDF มาแปรรูปเป็นแอมโมเนียเพื่อนำกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รวมถึงการศึกษาการใช้ LNG และรูปแบบพลังงานแบบไฮบริด เพื่อหาแนวทางสนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ และอยู่ระหว่างเตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการต้นแบบ

ศึกษา SMR ทางเลือกพลังงานรองรับดาต้าเซ็นเตอร์

อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ปัจจุบัน Small Modular Reactor (SMR) เป็นเทคโนโลยีที่หลายประเทศกำลังพัฒนาและนำไปใช้ โดยอธิบายว่า SMR ในปัจจุบันแตกต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอดีต เนื่องจากเป็นระบบแบบโมดูลาร์ที่มีการบริหารจัดการภายในแต่ละโมดูล และมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากขึ้น

หลายประเทศยังมีการพัฒนา SMR ในรูปแบบที่หลากหลาย รวมถึงการติดตั้งในลักษณะโรงไฟฟ้าลอยน้ำ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากระบบที่ใช้ในเรือดำน้ำ ก่อนจะได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบัน

เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าว สจล. เตรียมนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับ SMR, MMR พลังงานหมุนเวียน และนิวเคลียร์ฟิวชัน ภายในงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์” ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน เพื่อให้ประชาชน สื่อมวลชน ผู้ประกอบการได้เรียนรู้เทคโนโลยี รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย และยังเตรียมเชิญหน่วยงานด้านพลังงาน หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ผู้ประกอบการจากหลายภาคส่วน ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ เตรียมจัดหลักสูตรอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีพลังงานและดาต้าเซ็นเตอร์ให้กับภาคธุรกิจ