
‘อนุทิน-ลอว์เรนซ์ หว่อง’ ผนึก 2 ปธ.อาเซียน ไทย-สิงคโปร์ เชื่อม ASEAN Power Grid
นายกฯ ‘อนุทิน-ลอว์เรนซ์ หว่อง’ จับมือผนึกกำลัง 2 ประธานอาเซียน คุย Leaders’ Retreat รอบ 11 ปี ลงนาม MOU สวัสดิการสังคม พร้อมคลอดกรอบยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก ไทย-สิงคโปร์ ลุยพลังงานสะอาด ดิจิทัล-AI และความมั่นคง
KEY
POINTS
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ ประชุมร่วมกันเพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่ "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า"
- ทั้งสองประเทศจะประสานงานอย่างใกล้ชิดในฐานะที่จะรับตำแหน่งประธานอาเซียนต่อเนื่องกัน เพื่อร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและบทบาทของอาเซียน
- กำหนดกรอบความร่วมมือ 4 เสาหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงาน-อาหาร, เศรษฐกิจ-การลงทุน-ดิจิทัล, กลาโหมและความมั่นคง, และการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค
- มีการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการพัฒนาสังคม และเห็นพ้องที่จะจัดทำข้อตกลงเพิ่มเติมในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงทางอาหาร
วันนี้ 2 กันยายน 2569 เวลา 15.30 น. ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง (H.E. Mr. Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ แถลงข่าวร่วมระหว่างสองประเทศ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม Thailand–Singapore Leaders’ Retreat ครั้งที่ 5
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือในหลากหลายมิติ ครอบคลุมทั้งด้านทวิภาคี กลาโหม ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนความสัมพันธ์ระดับประชาชน รวมถึงสถานการณ์สำคัญในภูมิภาค
ไทย-สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านสังคม
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์
ครอบคลุมความร่วมมือด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน คนพิการ สตรี เด็กและครอบครัว ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ร่วมแถลงข่าวถึงผลการประชุม โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และคณะ พร้อมระบุว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุม Leaders’ Retreat ครั้งแรกในรอบ 11 ปี และมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยและสิงคโปร์จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อเนื่องในช่วง 2 ปีข้างหน้า จึงมีความรับผิดชอบร่วมกันในการนำพาอาเซียนรับมือกับความท้าทายระดับโลกและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน
ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อ Joint Statement on the Thailand-Singapore Forward-Looking Strategic Partnership ซึ่งจะเป็นแนวทางกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคต และสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ ยังยินดีต่อการลงนาม บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาสังคม และเห็นพ้องที่จะจัดทำความตกลงเพิ่มเติมอีก 4 ฉบับ ครอบคลุมด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางอาหาร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
ไทย-สิงคโปร์ เดินหน้าความร่วมมือ 4 เสาหลัก
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทั้งสองประเทศจะเดินหน้าความร่วมมือ ภายใต้ 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1. สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงทางพลังงาน–อาหาร เดินหน้าความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและพลังงานคาร์บอนต่ำ พร้อมต่อยอดโครงการบูรณาการระบบไฟฟ้า สปป.ลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุน ASEAN Power Grid รวมถึงความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขณะที่ด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยพร้อมเป็นแหล่งอาหารที่เชื่อถือได้ของสิงคโปร์ โดยจะต่อยอดความตกลงจัดส่งข้าวไทย 100,000 ตันภายใน 5 ปี และขยายไปสู่สินค้าอาหารอื่น ๆ
2. เศรษฐกิจ การลงทุน และดิจิทัล กระชับการค้าและการลงทุน โดยส่งเสริมการลงทุนจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และโลจิสติกส์ ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงทางการเงิน และ AI รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
3. กลาโหมและความมั่นคง เสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ภาคธนาคาร และบริษัทเทคโนโลยี
4. การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไทยพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปีหน้า และประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างวาระประธานอาเซียนของสิงคโปร์และไทย รวมทั้งร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและบทบาทของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของภูมิภาคและโลก
พร้อมสนับสนุนเมียนมามีสันติภาพ
สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยืนยันบทบาทสำคัญของอาเซียนในการสนับสนุนให้เมียนมามีสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง พร้อมทั้งได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ทราบถึงแนวทางของไทยในการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเมียนมาอย่างเหมาะสม โดยไทยจะมีบทบาทช่วยเป็นสะพานเชื่อม
ควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวกในเมียนมา (calibrated re-engagement) เพื่อสนับสนุนความพยายามของอาเซียน โดยไทยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสิงคโปร์และเมียนมาเพื่อสนับสนุนให้เกิดพัฒนาการเชิงบวกต่อไป
ในส่วนของ ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เพื่อผลักดันผลการหารือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าในอนาคตอันใกล้ พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ สำหรับการหารือที่มีสาระสำคัญ และแสดงความมุ่งหวังที่จะเดินทางเยือนสิงคโปร์อีกครั้งเพื่อเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ครั้งต่อไป
สิงคโปร์ยืนยันความเป็นหุ้นส่วนไทย
ด้านนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวว่า การประชุม Leaders’ Retreat ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสิงคโปร์กับไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ และมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก
ทั้งสองฝ่ายมุ่งกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมระบุว่า ผู้นำทั้งสองประเทศได้กำหนดวาระความร่วมมือที่มีวิสัยทัศน์ และเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันจะนำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ
ผู้ร่วมประชุมฝ่ายไทยระดับรัฐมนตรี ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ผู้ร่วมประชุมฝ่ายสิงคโปร์ ได้แก่ รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีกำกับดูแลด้านความสัมพันธ์ทางการค้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศ







