
หอการค้าไทย-จีนส่งสัญญาณเตือน GDP ไทยส่อโตไม่ถึง 2% จี้รัฐเร่งลงทุน AI-อุตฯใหม่
หอการค้าไทย-จีนชี้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 2% หวั่นขาดดุลการค้าพุ่ง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ จี้รัฐเร่งลงทุน AI-อุตสาหกรรมใหม่ เพิ่ม Local Content
KEY
POINTS
- หอการค้าไทย-จีนเผยผลสำรวจความเชื่อมั่น คาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2569 อาจขยายตัวไม่ถึง 2% ซึ่งต่ำกว่าที่ภาครัฐประเมินไว้
- เศรษฐกิจชะลอตัวมีปัจจัยจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับจีน แม้ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ยังมองว่ายอมรับได้เพราะเป็นการนำเข้าเพื่อการลงทุนและส่งออก
- เสนอให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่เป็นอันดับแรก
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ซึ่งได้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 18 – 20 สิงหาคม 2569 โดยมีผู้ให้ข้อมูลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการหอการค้าไทยจีน ,ประธานและกรรมการสมาชิกสมาคมต่างๆของสหพันธ์หอการค้าไทยจีน และกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทยจีน รวมทั้งสิ้น จำนวน 503 คน
ทั้งนี้ได้ระบุว่า ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานสภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 เมื่อ 17 ส.ค. 69 มีข้อสรุปว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอตัวลงจาก 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และประมาณการว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะโตอยู่ 2% ถึง 2.5% จากการลงทุนของภาคเอกชนในกลุ่มเทคโนโลยีดิจิตอล และอุตสาหกรรมใหม่
ส่วนการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวตามวัฏจักรจากตลาดโลกด้วย สินค้าเทคโนโลยี และอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามการนำเข้าก็มีสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งเป็นการนำเข้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนเพื่อใช้ประกอบสินค้าเพื่อการส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิตอล จนทำให้ไทยขาดดุลการค้าติดต่อกันมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนการบริโภคและการใช้จ่ายของภาครัฐนั้นชะลอตัวลงซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการชะลอตัวลงของการเบิกจ่ายการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ
GDP ไทยชะลอตัวมากกว่าเป้าทางราชการ
ผลการสำรวจของหอการค้าไทยจีนนั้น 37.8% คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยทั้งปีนี้ จะอยู่ระหว่าง 2% ถึง 2.5% แต่ 46.2% คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตนั้นจะอยู่ในช่วงระหว่าง 1.5% ถึง 2% ที่ชะลอตัวลงมากกว่าเป้าหมายของทางราชการค่ากลางที่ 2.2%
ด้วยสถานการณ์การขาดดุลการค้าในครึ่งแรกของปีนี้ แม้ว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 18% การนำเข้ากลับเพิ่มขึ้น 38% ทำให้ไทยขาดดุลการค้ามากถึง 12 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา เมื่อเทียบกับการเกินดุล 15.4 พันล้านเหรียญสหรัฐสหรัฐอเมริกา ในช่วงเดียวกันของปี 2568 เพราะค่าขนส่งและพลังงานที่แพงขึ้น การนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบเป็นสินค้าส่งออก
ส่วนการนำเข้าสินค้าเพื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิตอล 47.8% ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าการขาดดุลแม้ว่าจะมากขึ้นแต่ก็ยังรับได้เพราะเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อการลงทุนและผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ขณะที่ 28.1% ให้ความเห็นว่าการขาดดุลมากขึ้นดังกล่าวสูงจนเป็นที่น่ากังวล กล่าวคือ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ยังไม่กังวลการขาดดุลทางการค้า
5 เดือนแรกไทยขาดดุลการค้าจีน 46.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ส่วนดุลการค้าระหว่างไทยกับจีนนั้นพบว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้ากับจีน 46.2 พันเหรียญสหรัฐสหรัฐอเมริกาซึ่งมากกว่าการขาดดุลในปี 2567 และเท่ากับ 69% ของการขาดดุลปี 2568 ทั้งปี 27.4% ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าการนำเข้าจากจีนที่มีมูลค่าสูงนั้นเนื่องมาจากจีนมีกำลังการผลิตส่วนเกินทำให้สินค้านั้นมีราคาถูก และรุกตลาดไทยได้ดี 21.5% ให้ความเห็นว่าเนื่องจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ทำให้จีนส่งออกมายังตลาดเอเชียมากขึ้น ซึ่งรวมถึงไทยด้วย
ขณะที่ 18.5% ให้ความเห็นว่าการนำเข้าจากจีนนั้นเป็นการอาศัยไทยเป็นทางผ่านไปยังสหรัฐอเมริกา (transshipment) และ 17.2% ให้ความเห็นว่าเนื่องจากจีนมีการลงทุนในประเทศไทยสูงจึงมีการนำเข้าเครื่องจักรวัตถุดิบมาจากแหล่งในจีนในปัจจุบัน จากที่จีนได้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ศูนย์ข้อมูล และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ผู้ตอบแบบสำรวจยังมีความคิดเห็นว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากจีนในอุตสาหกรรมที่จีนมีศักยภาพสูง จะประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมภาคบริการดิจิตอล และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
ขณะที่รัฐบาลไทยได้เสนอมาตรการความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยและจีน (Co-creation) เพื่อมีวัตถุประสงค์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้นนั้น ผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญมากที่สุดกับนโยบายให้บริษัทจีนที่มาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (local content) โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มากกว่ามาตรการผสมผสานการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีจีนและวัตถุดิบสินค้าเกษตรของไทย และมาตรการการเปิดตลาดให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย (SMEs) เข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน ในทำการค้าในตลาดจีน
สถานการณ์การท่องเที่ยว ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทย 19.2 ล้านคนจากเป้าหมาย 35 ล้านคน 37% ของผู้ตอบแบบสำรวจเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะมีจำนวนระหว่าง 33 ถึง 35 ล้านคน ขณะที่ 28.4% คาดว่านักท่องเที่ยวจะน้อยกว่า 33 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มจะน้อยกว่าเป้าหมาย
ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เที่ยวไทยนั้นมีจำนวน 123.5 ล้านคน/ครั้ง ในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม จากเป้าหมายปี 2569 ที่ 206 ล้าน คน/ครั้ง ผู้ตอบแบบสอบถาม 37.1% มีความเห็นว่ามาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ที่คล้ายกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงหลังเหตุการณ์ โควิด-19 (เที่ยวด้วยกัน) มีความจำเป็นพอสมควรเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าภาคการท่องเที่ยวจะไม่ซบเซาขณะที่ 26.5% มีความเห็นว่ามาตรการกระตุ้นดังกล่าวมีความจำเป็นมากที่สุดเพราะการท่องเที่ยวจากต่างประเทศนั้นยังไม่ฟื้นตัว
กล่าวได้โดยสรุปว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ จำนวนหนึ่งในสาม เห็นความจำเป็นของการมีมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส เพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้น และการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นโยบายรัฐบาลที่เน้นการลงทุนใน 5 ด้าน ประกอบด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิตอล การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาไทยเป็นศูนย์บริการทางการเงินของภูมิภาค และการยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตและนวัตกรรมการแพทย์ขั้นสูง
ผลการสำรวจที่ให้เลือก 2 จาก 5 ด้าน ที่มีความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และต้องทำให้สำเร็จภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกคือ 1.การพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์และเศรษฐกิจดิจิตอล และ 2.การยกระดับอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
สำหรับช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม 2569) การค้าระหว่างประเทศไทยและจีน มีมูลค่า 108,804 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขยายตัว 29.89% โดยการส่งออกของไทยไปจีน ขยายตัว 9.17% มีมูลค่า 26,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการนำเข้าของไทยจากจีน ขยายตัว 38.49% ส่งผลให้ประเทศไทยขาดดุลการค้ากับจีนมีมูลค่า 55,130 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.31% สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นราว ๆ 83% คือเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ มีมูลค่า 19,373 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา







