
คลังจ่ออุดหนุน 3 หมื่นบาท/หลัง ติดโซลาร์ 3 กิโลวัตต์ เปลี่ยนผ่านพลังงาน
สบน.เผยพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่านสภาฯ-วุฒิสภาแล้ว เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลุ้นเคาะอุดหนุน 3 หมื่นบาท/หลัง ติดโซลาร์ 3 กิโลวัตต์ ลดภาระค่าไฟประชาชน
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมพิจารณาอุดหนุนภาคครัวเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ขนาด 3 กิโลวัตต์ โดยคาดว่าจะให้เงินสนับสนุนประมาณ 30,000 บาทต่อหลัง
- โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท
- มีการปรับลดขนาดการติดตั้งจากเดิม 5 กิโลวัตต์ เหลือ 3 กิโลวัตต์ เพื่อให้เหมาะสมกับบ้านของประชาชนทั่วไปและลดภาระค่าใช้จ่าย
- เป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1 ล้านครัวเรือน กำลังอยู่ระหว่างการทบทวนเพื่อกำหนดเป้าหมายใหม่ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธาณะ (สบน.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ล่าสุด พ.ร.ก. ได้ผ่านการเห็บชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปอยู่ระหว่างหน่วยงานภาครัฐต่างๆ จะต้องเสนอโครงการเข้ามายังคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อรับการจัดสรรงบประมาณ
สำหรับแนวคิดโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการสนับสนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท้อป (Solar Roof Top) ครัวเรือนละ 50,000 บาท ผ่านงบประมาณการเปลี่ยนผ่านพลังงานก้อน 2 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้คณะทำงานอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 5 กิโลวัตต์ ที่เหมาะกับบ้านที่มีค่าไฟฟ้าประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน ให้ปรับลดลงมาอยู่ที่ขนาด 3 กิโลวัตต์ เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นบ้านหลังเล็กของประชาชนทั่วไป
ทั้งนี้ จะช่วยให้ค่าอุดหนุนและภาระค่าไฟของครัวเรือนต่ำลงกว่ากรอบ 50,000 บาท โดยคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30,000-50,000 บาท/หลัง โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวคาดว่าจะมีการประชุมพิจารณาโดยคณะอนุกรรมการด้านแผน 2 ในอีกไม่ช้า
ส่วนเป้าหมายเดิมที่เคยตั้งไว้สูงถึง 1 ล้านราย นั้น ทางวุฒิสภาได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจต้องใช้เวลาดำเนินการยาวนานถึง 5 ปี ซึ่งเกินกว่ากรอบเวลาโครงการ คณะกรรมการจึงอยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูลความพร้อมของคู่ค้า (Vendor) และขีดความสามารถในการติดตั้งจริง เพื่อกำหนดเป้าหมายใหม่ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่สุด
นอกจากที่รัฐยังจะให้การอุดหนุนภาคครัวเรือนของประชาชนแล้ว โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าวยังจะให้หน่อยงานราชการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่พลังงานสะอาดอื่นๆ ด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างที่หน่วยงานรัฐจะเสนอมา
นางจินดารัตน์ กล่าวว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ มีบางหน่วยงานเสนอโครงการเข้ามาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ผ่านหลักเกณฑ์ ซึ่งคณะกรรมการได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่มีความละเอียดและเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อให้แผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานบรรลุผลสำเร็จสูงสุด
โดยหน่วยงานที่เสนอโครงการจะต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มอย่างละเอียด ครอบคลุมตั้งแต่ชื่อโครงการ วัตถุประสงค์ วงเงิน ระยะเวลา ขอบเขตการดำเนินงาน และต้องระบุตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน เช่น ปริมาณการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือขีดความสามารถในการสร้างคาร์บอนเครดิต
นอกจากนี้ ตัวโครงการจะต้องแสดงถึงความพร้อมและความจำเป็น โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือห้ามเป็นโครงการประเภทการวิจัยหรือการศึกษาดูงานต่างประเทศ และต้องสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
ในส่วนของกระบวนการพิจารณา โครงการทั้งหมดจะถูกส่งให้คณะอนุกรรมการด้านแผน 2 ซึ่งมี นายกุลิศ สมบัติศิริเป็นประธาน ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกอีก 3 ท่าน ทำการกลั่นกรองเป็นด่านแรก ก่อนจะนำเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ชุดใหญ่ ที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พิจารณาอนุมัติขั้นสุดท้าย
ทั้งนี้ ตามพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีกรอบเวลาในการดำเนินการตามกฎหมาย คือ
- ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 หน่วยงานต่างๆ จะต้องยื่นคำขอและเสนอแผนงานโครงการทั้งหมดเข้ามา (ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่คณะกรรมการกำหนดขึ้นเองไม่ได้ระบุในกฎหมาย)
- กระบวนการอนุมัติ คณะกรรมการจะใช้เวลาพิจารณาคำขอเสนอโครงการประมาณ 15 วันหลังจากได้รับเอกสาร
- ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 ดำเนินการจัดทำโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จ
- ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งหมดให้เสร็จสิ้น







