thansettakij
thansettakij
ฤกษ์ดี นายกฯ นำทัพเซ็น 2 สะพานยักษ์ "สงขลา-ลันตา" หนุนเศรษฐกิจใต้

ฤกษ์ดี นายกฯ นำทัพเซ็น 2 สะพานยักษ์ "ทะเลสาบสงขลา-เกาะลันตา" หนุนเศรษฐกิจใต้

31 ส.ค. 69 | 07:15 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ส.ค. 69 | 07:18 น.

นายกฯ นำทีมคมนาคม-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เซ็นสัญญา 2 โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา-สะพานเชื่อมเกาะลันตา ลดระยะเวลาเดินทางเชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวแดนใต้

KEY

POINTS

  • รัฐบาลลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสะพานขนาดใหญ่ 2 แห่งในภาคใต้ ได้แก่ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สงขลา-พัทลุง) และสะพานเชื่อมเกาะลันตา (กระบี่)
  • มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการคมนาคมและการท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน และช่วยลดระยะเวลาการเดินทางให้สั้นลงอย่างมาก
  • โครงการจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงาน และเป็นแลนด์มาร์คใหม่ โดยการก่อสร้างจะเน้นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมขั้นสูงเพื่ออนุรักษ์ระบบนิเวศ โดยเฉพาะโลมาอิรวดี

วันนี้ (31 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา - ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ต.เกาะกลาง - ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ขับเคลื่อนสู่ระบบคมนาคมสีเขียว (Green Transport) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ผู้แทนกิจการร่วมค้า CMC ผู้แทนบริษัท CHEC CONSTRUCTION (M) SDN.BHD สัญชาติมาเลเซีย ร่วมลงนามในสัญญาจ้างในวันนี้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง ทั้ง 2 โครงการจะส่งผลให้คุณภาพชีวิต ความสะดวก และต้นทุนการดำรงชีวิตของประชาชนได้รับการปรับปรุงและยกระดับขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการย่นระยะเวลาการเดินทาง จากเดิมจังหวัดสงขลาไปพัทลุงใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเหลือเพียง 15 นาที หรือหากขับอย่างระมัดระวังก็ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสอีกมากมายให้กับประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ดีทั้ง 2 โครงการนี้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าภาคใต้ของประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางของความเจริญทั้งทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิต โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้สะพานทั้งสองแห่งเป็นสะพานแห่งโอกาส ที่จะเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมและการท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยจะมีการพัฒนาเชื่อมต่อจากจังหวัดสงขลาไปสู่ระนอง พังงา และกระบี่ เพื่อแก้ปัญหาจุดที่ขาดการเชื่อมต่อหรือ Missing Link

 

นายกฯ นำทีมคมนาคม-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เซ็นสัญญา 2 โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา-สะพานเชื่อมเกาะลันตา ลดระยะเวลาเดินทาง เชื่อมเศรษฐกิจท่องเที่ยวแดนใต้

ขณะเดียวกันประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ได้เปรียบที่สุดในทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิศาสตร์ ในการเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนและสร้างรายได้มหาศาลภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวน

นายอนุทิน ระบุอีกว่า พื้นที่โครงการทั้งสองแห่งมีความละเอียดอ่อนทางระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของโลมาอิรวดี สัตว์ป่าคุ้มครองและสมบัติทางธรรมชาติที่สำคัญยิ่ง รัฐบาลจึงมีนโยบายชัดเจนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและการคมนาคมต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งโครงการนี้จึงได้รับการออกแบบและปฏิบัติภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสูงสุด มีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดระหว่างการก่อสร้างเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

นอกเหนือจากการขนส่งสินค้าและบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินแล้ว สะพานเหล่านี้ยังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยกำหนดให้มีทางสำหรับจักรยานบนสะพาน เพื่อให้เป็นสถานที่เสริมสร้างสุขภาพและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพให้เข้ามาสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ

"ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมประมง และWorld Bank ที่ช่วยผลักดันและพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนภายใต้กรอบมาตรฐานที่ยั่งยืน" นายอนุทิน กล่าว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จากนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น พร้อมวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ในส่วนของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้มอบหมายให้ดำเนินการภารกิจที่สำคัญทั่วประเทศ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสำหรับในพื้นที่ภาคใต้วันนี้ได้มีการจัดพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2572

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังใช้แหล่งเงินกู้ต่างประเทศจากธนาคารโลก (World Bank) โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 70:30 แบ่งออกเป็นเงินกู้จากธนาคารโลก ร้อยละ 70 และเงินงบประมาณแผ่นดิน ร้อยละ 30 เพื่อดำเนินโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา - ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ต.เกาะกลาง - ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งแต่ละโครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 1,080 วัน นับตั้งแต่วันแจ้งให้เริ่มปฏิบัติงาน

สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา - ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง จะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งให้เกิดความสมบูรณ์ เพิ่มศักยภาพในการเดินทางเชื่อมระหว่าง จ.พัทลุง กับ จ.สงขลา บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ซึ่งสะพานดังกล่าวจะก่อสร้างเป็นสะพานขนาด 2 ช่องจราจร กว้างช่องจราจรละ 4 เมตร ไหล่ทางกว้างด้านละ 2.5 เมตร

ขณะเดียวกันรูปแบบโครงสร้างสะพาน ประกอบด้วยส่วนของสะพานช่วงหลักที่มีความยาวช่วงสะพานยาวเป็นพิเศษ ยาวที่สุด 140 เมตร โดยรูปแบบสะพานช่วงหลักที่มีความเหมาะสมและเป็นไปตามข้อกำหนดช่องลอดของกรมเจ้าท่า คือ สะพานแบบคานขึง ส่วนของสะพานช่วงต่อเชื่อมทั้งสองข้างของสะพานช่วงหลัก มีรูปแบบเป็นสะพานคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ช่วงความยาวสะพานประมาณ 40 เมตร รวมระยะทางราว 7 กิโลเมตร โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 4,604 ล้านบาท

นอกจากนี้โครงสร้างเสาสะพานหลักได้ออกแบบราวสะพานให้มีความสวยงาม โดยนำรูปแบบทางจิตกรรมมโนราห์ของท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ ทำให้สะพานแห่งนี้เป็นแลนด์มาร์คเพื่อเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและสนับสนุนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดีการดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลานั้น กรมทางหลวงชนบทและธนาคารโลก (World Bank) ยังได้ให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและผลกระทบโดยรอบบริเวณพื้นที่โครงการก่อสร้างซึ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ ควบคู่กับการอนุรักษ์โลมาอิรวดี และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในบริเวณทะเลสาบสงขลา โดยกรมทางหลวงชนบทยังได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พัฒนาเป็นโครงการต้นแบบในการพิจารณาแนวทางการดำเนินการก่อสร้างให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโลมาอิรวดีที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศของทะเลสาบสงขลา รวมถึง ยังได้หาแนวทางร่วมกับกรมประมง ในการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่ง และการฟื้นฟูทรัพยากรประมง เพื่อให้โครงการก่อสร้างสอดรับกับวิถีชีวิต ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน ส่วนของโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ต.เกาะกลาง - ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ จะก่อสร้างเป็นสะพานขนาด 2 ช่องจราจร มีความกว้างของโครงสร้างสะพาน 13.50 เมตร ซึ่งโครงสร้างสะพานหลักออกแบบเป็นสะพานแบบคานขึง มีช่วงความยาวที่ยาวที่สุด 200 เมตร

ทั้งนี้โครงสร้างสะพานรอง ออกแบบเป็นสะพานแบบคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ก่อสร้างโดยวิธีคานยื่นสมดุล รวมระยะทางทั้งสิ้น 2.240 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 1,781 ล้านบาท ในปัจจุบันประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องใช้แพขนานยนต์ข้ามไปยังเกาะลันตาน้อย ก่อนเดินทางผ่านสะพานสิริลันตาเข้าสู่เกาะลันตาใหญ่ ซึ่งแพขนานยนต์ไม่เพียงพอต่อปริมาณการเดินทาง ส่งผลให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลานานในการรอข้ามฟากนานที่สุดราว 2-3 ชั่วโมง

เมื่อสะพานก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดหรือเทศกาลจากเดิมต้องใช้เวลาราว 2-3 ชั่วโมง เหลือเพียง 2 นาที สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลในจังหวัดกระบี่ได้อย่างรวดเร็วหากมีเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน ช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรบนเกาะที่มีอย่างจำกัด และเป็นเส้นทางสำหรับอพยพประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ สนับสนุนอำนวยความสะดวกด้านพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางได้อย่างเต็มศักยภาพ