
'พิพัฒน์' สั่ง ทช. ลุย 2 บิ๊กโปรเจ็กต์สะพานเชื่อมเกาะลันตา-สงขลา ปั้นไทยแลนด์ริเวียร่า เฟส 2
'พิพัฒน์' มอบนโยบายกรมทางหลวงชนบท เร่งเครื่องสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา-เกาะลันตา 4.5 พันล้านบาท ลุยปั้น 'ไทยแลนด์ริเวียร่า' เฟส 2 บูมท่องเที่ยวใต้ เตรียมชงงบปี 70 กว่า 6.4 หมื่นล้าน พ่วงดึงยางพาราทำอุปกรณ์ความปลอดภัย หวังพยุงราคาสร้างรายได้เกษตรกร
KEY
POINTS
- นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม สั่งกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เร่งรัด 2 โครงการใหญ่ คือ สะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่ และสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา
- โครงการสะพานทั้งสองแห่งได้ผู้ชนะการประมูลแล้ว อยู่ระหว่างรอเงินกู้จากธนาคารโลก คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนมิถุนายน 2569 และแล้วเสร็จในปี 2572
- พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ ทช. ขับเคลื่อนโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ระยะที่ 2 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย ภายหลังมอบนโยบายให้แก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) วันนี้ (11 พ.ค. 2569) ว่า ได้สั่งการให้ ทช. ดำเนินการลดต้นทุนการขนส่ง ลดภาระค่าครองชีพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ได้กำชับให้ผลักดันโครงการระยะเร่งด่วน โดยเร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปัจจุบันให้สามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนโดยเร็ว รวมถึงเร่งรัดการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อมเพื่อให้เริ่มก่อสร้างได้ทันที
เข็น 2 บิ๊กโปรเจ็กต์ สร้างสะพานเกาะลันตา-สงขลา
สำหรับโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา-อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และ 2.โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งปัจจุบัน ทช. ได้ดำเนินการประกาศผู้ชนะทั้ง 2 โครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับความคืบหน้าของทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ขณะนี้ต้องรอให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เจรจาการกู้เงินกับธนาคารโลก (World Bank) วงเงินกว่า 141.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.5 พันล้านบาท ก่อนที่กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา
ทั้งนี้ตามแผนกระทรวงการคลังจะลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารโลก และลงนามในสัญญากับผู้ชนะการประกวดราคา คาดว่า จะลงนามในสัญญาได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 และเริ่มดำเนินการก่อสร้างทันที ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี หรือแล้วเสร็จภายในปี 2572
ปั้นไทยแลนด์ริเวียร่า เฟส 2 รุกแดนใต้
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันได้สั่งการให้ ทช. เร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการบรรจุไว้ในแผนแม่บทให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการถนนเรียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) รวมถึงถนนเลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ได้มอบหมายให้ ทช. เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางกลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) แบ่งออกเป็น 5 ระยะนั้น ได้แก่ ระยะที่ 1 เส้นทางสมุทรสงคราม-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร โดยในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 514.616 กิโลเมตร (กม.) ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ด้านระยะที่ 2 เส้นทาง ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา ระยะทางประมาณ 600 กม.
ขณะนี้อยู่ระหว่างขอสนับสนุนงบประมาณปี 2570 วงเงิน 70 ล้านบาท เพื่อจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเชิงหลักการของเส้นทางท่องเที่ยว
ขณะที่ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) เส้นทางสมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กม. นั้น ได้ทำการสำรวจออกแบบและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง
ทั้งนี้ในปี 2570 จะดำเนินการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ และระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เส้นทางเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีคีรีพัฒน์) ระยะทางรวม 350 กม. ได้ทำการสำรวจออกแบบ และผ่านการพิจารณาเล่มรายงาน EIA แล้ว ปัจจุบัน ทช. ได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างแล้ว รวมระยะทางประมาณ 81 กม.
ส่วนในระยะที่ 4 เส้นทางสงขลา-ปัตตานี-นราธิวาส ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 155.680 กม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569
นอกจากนี้ในระยะที่ 5 เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน เส้นทางระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 600.268 กม. ขณะนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
อย่างไรก็ดีในปีงบประมาณ 2570 เบื้องต้น ทช. จะใช้งบประมาณ 45 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าสำรวจและออกแบบโครงการไทยแลนด์ริเวียร์ร่า เส้นทางสิชล-ท่าศาลา ระยะทางประมาณ 30 กม. วงเงิน 21 ล้านบาท อีกด้วย
ชงงบปี 70 แตะ 6.4 หมื่นล้าน
นายพิชิต กล่าวต่อว่า สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ที่ผ่านมากรมฯได้รับจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 53,547 ล้านบาท ขณะนี้เบิกจ่ายแล้ว 22,892 ล้านบาท คิดเป็น 42.75% เหลืออีก 12,821 ล้านบาท คิดเป็น 23.95% ที่ต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จได้ตามเป้าหมายอยู่ที่ 35,714 ล้านบาท คิดเป็น 66.70%
ส่วนการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 เบื้องต้นกรมฯจะขอรับสรรงบประมาณ จำนวน 64,253 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.งบจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2,770 ล้านคิดเป็น 4.31%
2.งานอำนวยความปลอดภัย 10,424 ล้านบาทคิดเป็น 16.22% 3.งานบำรุงรักษาทางและสะพาน 21,000 ล้านบาทคิดเป็น 32.68%
4.งานก่อสร้างทางและสะพานวงเงิน 24,102 ล้านบาทคิดเป็น 31.51% 5.งบอื่นๆวงเงิน 4,116 ล้านบาท 6.งบประจำวงเงิน 1,840 ล้านบาทคิดเป็น 2.86%
ดันนโยบายยางพารา ลดอุบัติเหตุ
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการขับเคลื่อนนโยบายนำยางพารามาใช้ในอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยบนท้องถนนเพื่อแก้ปัญหาอุบัติเหตุนั้น ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง (ทล.) และ ทช. เชิญสหกรณ์ยางพาราจำนวน 29 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมด้านเครื่องจักรและการผลิตอยู่แล้ว มาหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันความพร้อมและกำหนดแนวทางดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกันจะมีการตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อกำหนดรายละเอียดในการดำเนินนโยบาย เช่น การแบ่งความรับผิดชอบของหน่วยงาน จำนวนเส้นทาง ระยะทาง และการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม โดยมีกรอบระยะเวลาจะเห็นความชัดเจนภายใน 3 เดือน
"ยืนยันว่าจะใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการทั่วไป แต่จะเน้นการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเดียวกันในทุกสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด" นายพิพัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2570 อาจยังไม่สามารถตั้งงบประมาณใหม่ได้ทัน แต่จะพิจารณาใช้งบเหลือจ่ายมาเริ่มดำเนินการในบางจุดนำร่องก่อน ขณะเดียวกันจะมุ่งเน้นพื้นที่เสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยเป็นลำดับแรก และในปีงบประมาณ 2571 กระทรวงคมนาคม มีแผนจะตั้งงบประมาณและบรรจุโครงการนี้เป็นนโยบายหลัก
สำหรับราคายางพาราในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เนื่องจากเป็นช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แต่โดยเฉลี่ยในฤดูกาลปกติ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 จะอยู่ที่ประมาณ 55–58 บาทต่อ กก. ซึ่งสอดคล้องกับต้นทุนการนำยางมาใช้ในโครงการ จึงถือว่าคุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้และกระจายงานให้กับสหกรณ์ยางพาราทั่วประเทศ







