thansettakij
thansettakij
“เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง”บุกทำเนียบฯ ยื่น 11,207 รายชื่อ ค้านขยาย EEC

'เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง' บุกทำเนียบฯ ยื่น 11,207 รายชื่อ ค้านขยาย EEC

13 ส.ค. 69 | 09:42 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ส.ค. 69 | 10:23 น.

“เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” บุกทำเนียบฯ ยื่น 11,207 รายชื่อค้านขยาย EEC จี้ “อนุทิน” หยุดผนวกปราจีนฯ นัดชุมนุมใหญ่ 17 ส.ค. รอฟังคำตอบรัฐบาล

KEY

POINTS

  • เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นรายชื่อประชาชน 11,207 รายชื่อ คัดค้านแผนการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี
  • กลุ่มผู้คัดค้านแสดงความกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ (ที่ดิน น้ำ ป่า) และปัญหาขยะอุตสาหกรรมที่อาจเกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการศึกษา
  • เครือข่ายฯ ประกาศนัดรวมตัวครั้งใหญ่ในวันที่ 17 สิงหาคม ที่ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อยกระดับการเคลื่อนไหวและรอฟังคำตอบอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ประเด็นการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในจังหวัดปราจีนบุรี หลัง “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” นำโดย นายสุนทร คมคาย พร้อมประชาชนในพื้นที่ เดินทางมายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ.

ข้อเรียกร้องหลักของเครือข่ายคือ คัดค้านการขยายพื้นที่ EEC ให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมนำรายชื่อประชาชนจำนวน 11,207 รายชื่อ ซึ่งใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 (3) แสดงเจตจำนงคัดค้านการขยายพื้นที่มายื่นต่อรัฐบาล
 

การยื่นหนังสือครั้งนี้มี นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือแทนนายกรัฐมนตรี

แต่การเคลื่อนไหวไม่ได้จบลงเพียงการยื่นหนังสือ เพราะเครือข่ายประกาศยกระดับการเคลื่อนไหว โดยนัดประชาชนรวมตัวครั้งใหญ่ที่ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพื่อรอฟังคำตอบอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล และยืนยันว่าจะติดตามเรื่องต่อเนื่องจนกว่าจะได้รับคำตอบต่อข้อเรียกร้องให้ กพอ. “หยุดการขยาย EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี”

จุดเริ่มต้นจากมติ กพอ. เห็นชอบในหลักการ

ความขัดแย้งเรื่องการขยาย EEC มายังปราจีนบุรีเกิดขึ้นภายหลังการประชุม กพอ. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ที่ประชุมรับทราบผลการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม และมีมติเห็นชอบในหลักการ พร้อมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. นำความเห็นและข้อสังเกตไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนนำกลับมาเสนอ กพอ. เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

สำหรับเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง มติดังกล่าวเป็นจุดที่ต้องตั้งคำถาม เพราะเห็นว่ากระบวนการศึกษาความเหมาะสมยังมีข้อมูลไม่รอบด้าน และประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้มีโอกาสตรวจสอบรายงานฉบับสุดท้ายก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ.

ทวงรายงานได้หลัง กพอ. ลงมติแล้ว

นายสุนทร ระบุว่า เครือข่ายได้ติดตามและทวงถามรายงานผลการศึกษามาโดยตลอด ก่อนจะได้รับเอกสารเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569

นั่นหมายความว่า รายงานผลการศึกษาถูกส่งมอบให้เครือข่ายหลังจาก กพอ. มีมติเห็นชอบในหลักการไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม
ประเด็นนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในข้อสงสัยหลักของภาคประชาชน เพราะเครือข่ายเห็นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ควรอยู่บนฐานข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้อย่างเพียงพอ

หลังได้รับรายงาน เครือข่ายระบุว่า พบข้อมูลหลายประเด็นที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง หรือไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ จึงตั้งคำถามต่อทั้ง ความโปร่งใสของกระบวนการศึกษา และ ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน

                       เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งค้านขยายพื้นที่ EEC

ไม่ค้านพัฒนาแต่ค้านโมเดลที่อาจซ้ำเติมพื้นที่

จุดยืนของเครือข่ายไม่ได้หมายความว่า ประชาชนปราจีนบุรีปฏิเสธการพัฒนา แต่สิ่งที่เครือข่ายต้องการคือ การพัฒนาที่สอดคล้องกับ ศักยภาพและฐานทรัพยากรของจังหวัด โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฐานทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ต้นน้ำ ป่าไม้ และพื้นที่โดยรอบเขาใหญ่และทับลาน

เครือข่ายเห็นว่า ปราจีนบุรีมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินหน้าในรูปแบบการขยายฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากจะกำหนดให้ปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม ประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับคืออะไร และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ต้องแลกคือเท่าใด

หลังบ้าน EEC กับโจทย์กากอุตสาหกรรม

หนึ่งในเหตุผลที่เครือข่ายนำมาใช้คัดค้าน คือ ประสบการณ์ผลกระทบจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรีในช่วงที่ผ่านมา

นายสุนทร ระบุว่า หลังปี 2560 มีโรงงานประเภท 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมเข้ามาในพื้นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ปราจีนบุรีถูกมองว่าอยู่ในสถานะคล้าย “หลังบ้าน EEC”

โดยเฉพาะบทบาทด้านการรองรับและกำจัดของเสียจากภาคอุตสาหกรรม เครือข่ายจึงกังวลว่า หากมีการขยายพื้นที่ EEC อย่างเป็นทางการมายังปราจีนบุรี การลงทุนและกิจกรรมทางอุตสาหกรรมอาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ปัญหาผลกระทบเดิมและมาตรการเยียวยาประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

                   เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งค้านขยายพื้นที่ EEC

ถามกลับ EEC เดิมแก้ปัญหาได้แล้วหรือยัง?

อีกประเด็นที่เครือข่ายต้องการให้รัฐบาลตอบคือ ก่อนขยาย EEC เพิ่มเติมไปยังจังหวัดใหม่ รัฐบาลสามารถจัดการปัญหาในพื้นที่ EEC เดิม ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ได้มีประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

เครือข่ายยกปัญหาหลายด้านขึ้นมาเป็นข้อกังวล ทั้ง กากอุตสาหกรรมและขยะอันตราย โรงงานผิดกฎหมาย ปัญหานอมินี แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย ปัญหาสิทธิแรงงาน ในมุมของเครือข่าย ปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะเดินหน้าขยายพื้นที่ EEC เพิ่มเติม

“ที่ดิน-น้ำ-ป่า”3 สมการที่ปราจีนฯ กังวล

หัวใจของข้อคัดค้านอีกด้านอยู่ที่ทรัพยากร 3 เรื่อง คือ ที่ดิน น้ำ และ ป่า เครือข่ายประเมินว่า หากปราจีนบุรีเข้าสู่พื้นที่ EEC ความต้องการที่ดินแปลงใหญ่เพื่อรองรับการลงทุนภาคอุตสาหกรรมอาจเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ประชาชนกังวลคือ เมื่อราคาที่ดินเพิ่มขึ้น ที่ดินของคนท้องถิ่นอาจเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มทุนมากขึ้น จากนั้นจะเกิดคำถามต่อเนื่องเรื่องการใช้น้ำ เพราะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ย่อมมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น
เครือข่ายจึงกังวลว่า การรองรับความต้องการน้ำ อาจนำไปสู่การพัฒนาโครงการเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ

7 โครงการใหม่กับเขื่อนเดิม 11 แห่ง 

ตามข้อมูลที่เครือข่ายนำเสนอ ปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรี มีเขื่อนอยู่แล้ว 11 แห่ง และมีแผนสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมอีก 7 แห่ง สิ่งที่เครือข่ายกังวลคือ หากโครงการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าต้นน้ำ หรือพื้นที่ในเขต อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและระบบนิเวศ

เครือข่ายประเมินว่า หากมีการก่อสร้างในพื้นที่ป่ามรดกโลกดงพญาเย็น–เขาใหญ่ อาจทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าต้นน้ำมากกว่า 20,000 ไร่
ผลกระทบที่ถูกหยิบยกขึ้นมาไม่ได้จำกัดเพียงพื้นที่ป่า แต่รวมถึงระบบนิเวศ แหล่งต้นน้ำ ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า และความเสี่ยงต่อปัญหา คนกับสัตว์ป่า ที่อาจเพิ่มขึ้นในชุมชนโดยรอบ

ตัวเลขและผลกระทบดังกล่าวเป็นข้อกังวลที่เครือข่ายนำเสนอต่อรัฐบาล และเป็นประเด็นที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบบนฐานข้อมูลและการประเมินผลกระทบที่รอบด้าน

                  เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งค้านขยายพื้นที่ EEC

11,207 รายชื่อกับคำถามต่อรัฐบาล

การนำรายชื่อประชาชน 11,207 รายชื่อ มายื่นครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า ฝ่ายประชาชนต้องการให้รัฐบาลหยุดกระบวนการขยาย EEC ไว้ก่อน และเปิดพื้นที่ให้มีการตรวจสอบข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง 

ข้อเรียกร้องหลักของเครือข่ายคือ

1. ให้นายกรัฐมนตรีและ กพอ. ทบทวนกระบวนการกำหนดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติมทั้งหมด

2. ให้ กพอ. มีมติหยุดการขยาย EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี

3. เปิดเผยข้อมูลและรายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

4. เปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง

5. ให้พิจารณาศักยภาพของจังหวัด ทั้งด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และฐานทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

17 สิงหาคม“วันชี้คำตอบ”

หลังยื่นหนังสือถึงรัฐบาลในวันที่ 13 สิงหาคม เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งประกาศนัดรวมตัวประชาชนครั้งใหญ่อีกครั้งในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เป้าหมายสำคัญคือ รอฟังคำตอบจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

นายสุนทรย้ำจุดยืนว่า การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องไม่แลกด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนเพียงบางส่วน

จากนี้จึงต้องจับตาว่า รัฐบาลและ กพอ. จะตอบรับข้อเรียกร้องของประชาชน 11,207 รายชื่ออย่างไร และวันที่ 17 สิงหาคม จะกลายเป็นเพียงวันรับฟังเสียงคัดค้าน หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนทิศทางการขยาย EEC ในจังหวัดปราจีนบุรีอย่างจริงจัง