thansettakij
thansettakij
เสวนา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ MFLF Sustainability Forum 2026

‘3 ยักษ์ธุรกิจไทย’ ชี้ทางรอดบริหารธรรมชาติ ปั๊มรายได้-ลดต้นทุน

27 ส.ค. 69 | 06:58 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ส.ค. 69 | 07:08 น.

3 บิ๊กคอร์ปชี้ทางรอดธุรกิจไทย ล็อกเป้าบริการจัดการธรรมชาติเป็นงบดุลใหม่ ปั๊มรายได้-ลดต้นทุน WHA ปั้นธุรกิจกรีนโชว์รายได้พันล้าน TCP ลุย Net Zero น้ำ เฟรเซอร์สฯ งัด Green Financing ดึงผู้เช่าระดับโลก

KEY

POINTS

  • ผู้บริหาร 3 องค์กรธุรกิจใหญ่ (WHA, TCP, เฟรเซอร์สฯ) ชี้ว่าการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจที่ช่วยเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
  • WHA ใช้กลยุทธ์ "3 ป." (ปลูกคน ปลูกป่า ปลูกเมือง) ในนิคมอุตสาหกรรม เปลี่ยนการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้ เช่น บริการพลังงานสะอาดและการจำหน่ายน้ำรีไซเคิล
  • กลุ่มธุรกิจ TCP มุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำครบวงจร ตั้งแต่ในโรงงานถึงระดับลุ่มน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงของวัตถุดิบและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
  • เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและใช้สัญญาเช่าสีเขียว เพื่อเพิ่มมูลค่าโครงการ ดึงดูดผู้เช่า และเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 หัวข้อ Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่ โดยมีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำ 3 แห่ง ร่วมการเสวนาเรื่อง Noture Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน ประกอบด้วย

นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด, น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และนายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP

ทั้งนี้จากวงเสวนา ผู้บริหารระดับสูงจาก 3 องค์กรธุรกิจรายใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ ต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว และการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมไม่ควรถูกมองแยกจากผลประกอบการ แต่ต้องนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจตั้งแต่ต้น

“3 ป.” คือ ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง

น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท WHA กล่าวว่า ในบทบาทของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมมองเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางในหลายมิติ โดยมิติเศรษฐกิจ เห็นว่า ต้องปรับตัวไม่ให้ถูกมองเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม ผ่านกลยุทธ์ “3 ป.” คือ ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง โดยเปรียบเทียบว่าธุรกิจเป็นไข่แดงที่ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนซึ่งเป็นไข่ขาวอย่างแยกจากกันไม่ได้

ในมิติปลูกคน WHA มองว่า มีการลงทุนพัฒนาแรงงานผ่านโครงการต่าง ๆ พร้อมทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเพื่อปรับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ป้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของนิคมฯ โดยตรง และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะเฉพาะทางของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

ในมิติปลูกป่า WHA ร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปลี่ยนพื้นที่สีเขียว 4% ตามข้อกำหนด EIA ให้กลายเป็นผืนป่าที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์จริง ตั้งแต่การปรับสภาพดินไปจนถึงการคัดเลือกพันธุ์ไม้ จนปัจจุบันมีสัตว์และนกกลับเข้ามาอาศัยในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม สะท้อนว่าการปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายสามารถยกระดับไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้จริง มิใช่เพียงการทำตามเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อขอใบอนุญาต

ออกแบบเมืองอุตสาหกรรมที่ไม่ขวางทางน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมชุมชน

ส่วนมิติเมือง ได้เน้นออกแบบเมืองอุตสาหกรรมที่ไม่ขวางทางน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมชุมชนโดยรอบ ควบคู่กับระบบจัดการน้ำแบบ Zero Discharge ที่นำน้ำทิ้งกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่โดยไม่ต้องดึงน้ำจากธรรมชาติเพิ่ม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนทรัพยากรน้ำในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทกับชุมชนเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในอนาคต

น.ส.จรีพร กล่าวว่า องค์กรที่ปรับตัวก่อนจะกลายเป็นผู้เปลี่ยนเกมในตลาด โดย WHA สามารถแปลงการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นสายธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้จริง ทั้งบริการรถบรรทุกไฟฟ้า (EV) และโซลาร์รูฟ (Solar Roof) ซึ่งประเมินว่า จะสร้างรายได้ระดับ 1,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการนำน้ำที่ผ่านการรีไซเคิลไปจำหน่ายให้ลูกค้าภายในนิคมฯ สะท้อนให้เห็นว่า ESG คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ต้นทุนตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า โครงสร้างของธุรกิจเครื่องดื่มพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบตั้งต้นถึง 100% ไม่ว่าจะเป็นน้ำ น้ำตาล อะลูมิเนียม แก้วจากทราย และพลังงาน จึงวางกรอบบริหารจัดการน้ำใน 3 มิติเพื่อรักษาความมั่นคงของต้นทุนวัตถุดิบ

เริ่มจากภายในโรงงานที่ลดและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ภายนอก พร้อมสำรองพื้นที่กักเก็บน้ำของตนเองกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อความมั่นคงด้านการผลิต ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการที่ช่วยป้องกันการหยุดชะงักของสายการผลิตในภาวะขาดแคลนน้ำ

มิติที่สอง TCP ทำงานร่วมกับชุมชนรอบโรงงาน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกัน จนได้รับมาตรฐานน้ำระดับโลก คือ Alliance for Water Stewardship (AWS) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและนักลงทุนต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

ส่วนมิติระดับประเทศ บริษัทดำเนินโครงการอนุรักษ์ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำวัง และลุ่มน้ำโขงต่อเนื่องกว่า 9 ปี สามารถคืนน้ำสู่ธรรมชาติได้ถึง 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และสร้างรายได้ให้กว่า 40,000 ครอบครัว ซึ่งเป็นการลงทุนที่เชื่อมโยงกลับมาสู่ฐานกำลังซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่ต้นน้ำของธุรกิจ

นอกจากนี้ บริษัทยังจัดทำพื้นที่วังปลาและพื้นที่เชิงนิเวศรอบโรงงานที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้พนักงานและชุมชนเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของสายพันธุ์สัตว์น้ำและนกที่ฟื้นคืนกลับมา ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการฟื้นฟูระบบนิเวศในเชิงประจักษ์

“ธุรกิจจะอยู่รอดได้ก็ด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภค หากเกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างน้ำท่วม ชุมชนย่อมเดือดร้อนและกระทบยอดขายโดยตรง โดยการเข้าไปดูแลธรรมชาติและชุมชนจึงไม่ใช่กิจกรรมเพื่อสังคมแยกต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความอยู่รอดของกิจการ โดย TCP ตั้งเป้าหมายก้าวสู่ Net Zero ด้านน้ำภายในปี 2030 เพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว และเป็นหลักประกันว่าวัตถุดิบตั้งต้นของธุรกิจเครื่องดื่มจะยังคงมีเพียงพอต่อการเติบโตในอนาคต” นายสราวุฒิ กล่าว

นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกที่ยึดแนวคิดการสร้างเมืองควบคู่กับการรักษาธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการสร้างป่าคอนกรีตที่ขัดขวางการไหลเวียนของน้ำและทำลายระบบนิเวศ เปลี่ยนแนวคิดจากการสร้างอาคารเต็มพื้นที่ เป็นการเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวให้ถึง 50% ของที่ดิน เพื่อสร้างป่าในเมือง (Urban Forest) ที่เชื่อมโยงกับสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ

ทั้งนี้ถือเป็นการออกแบบที่ส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สินและความน่าดึงดูดของโครงการในระยะยาว การลดสัดส่วนพื้นที่ก่อสร้างเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวยังถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่แต่เดิมมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ได้พื้นที่ขายสูงสุดเพียงอย่างเดียว

นายปณต กล่าวว่า ในมิติของห่วงโซ่อุปทาน เฟรเซอร์สฯ เดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 3 ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ การร่วมมือกับ SCG นำหัวเสาเข็มกว่า 2,600 ต้นมารีไซเคิลเพื่อใช้สร้างอาคาร และการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาจัดการขยะอาหาร ให้กลายเป็นปุ๋ยแห้ง

รวมถึงการทำสัญญาเช่าสีเขียวกับผู้เช่าอาคาร ซึ่งเป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์ที่ผูกมัดผู้เช่าให้ร่วมรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สะท้อนว่าความยั่งยืนของอาคารไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขั้นตอนการก่อสร้าง แต่ขยายไปถึงพฤติกรรมการใช้งานพื้นที่ตลอดอายุสัญญาเช่าด้วย

“การลงทุนในธรรมชาติส่งผลดีกลับมาเป็นประโยชน์ทางธุรกิจโดยตรงในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว หรือGreen Financing ที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่า การลดต้นทุนพลังงานจากการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันแบบ Flight to Quality ที่จูงใจให้ผู้เช่าซึ่งมีวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนตรงกันเลือกใช้พื้นที่โครงการ ซึ่งเฟรเซอร์สฯ ตั้งเป้าเป็น Carbon Neutral ภายในปี 2050” นายปณต ระบุ