
บีโอไอ โชว์ผลเยือน ‘ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์’ ดึงบิ๊กคอร์ปลงทุนปั๊มเศรษฐกิจ
บีโอไอ เปิดผลการร่วมคณะนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อย่างเป็นทางการ ดึงนักธุรกิจทั้งสองประเทศลงทุนในไทย สร้างความมั่นใจอุตสาหกรรมเป้าหมายอนาคต
KEY
POINTS
- รัฐบาลและบีโอไอเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพื่อดึงดูดการลงทุน โดยชูจุดเด่นของไทยในฐานะประตูสู่อาเซียนและจีน พร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
- มุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพในการต่อยอดร่วมกัน เช่น การเกษตร อาหาร พลังงานสะอาด และการท่องเที่ยว
- มีการเชิญชวนบริษัทชั้นนำให้เข้ามาลงทุน เช่น T&G Global จากนิวซีแลนด์ให้ตั้งศูนย์กระจายสินค้า และ NZAero ให้ลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ในพื้นที่ EEC
- การพบปะหารือโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยกคณะ เดินทางเยือนออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นับเป็นการเดินทางอีกครั้งของรัฐบาลไทยในรอบนับสิบปี การเดินทางไปเยือนภูมิภาคโอเชียเนียรอบนี้ มีวาระสำคัญเกี่ยวกับการดึงดูดนักลงทุนจากทั้งสองประเทศ และการแสวงหาโอกาสในการลงทุนของนักลงทุนไทย ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พร้อมให้การส่งเสริมการลงทุนให้เกิดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์การลงทุน ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังร่วม คณะนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ว่า ทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่ชัดเจนในด้านทรัพยากร ทั้งแร่ธาตุ พลังงาน และการเกษตร ขณะเดียวกันก็มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี ซึ่งไทยต้องการดึงจุดแข็งเหล่านี้มาเสริมศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่สามารถเติมเต็มกันได้
“เราก็อยากดึงจุดแข็งของ 2 ประเทศนี้มาเสริมศักยภาพของประเทศไทยมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่คิดว่าจะมีโอกาสร่วมมือกันได้ในอนาคต เช่น การเกษตร อาหาร การท่องเที่ยว และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทั้งสองฝ่ายสามารถต่อยอดร่วมกันได้ในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว
นายกฯ สร้างความมั่นใจนักลงทุน
นายนฤตม์ กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้เปิดโอกาสให้ได้พบกับนักลงทุนเป้าหมายโดยตรง รวมทั้งมีเวทีให้ภาคเอกชนไทยได้ พบปะกับนักลงทุนฝั่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยตรง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมการเจรจาในระดับรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ นักลงทุนจากทั้งสองประเทศได้แสดงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน ภายหลังได้พบและหารือกับนายกฯโดยตรง การพบปะดังกล่าว ทำให้เห็นความเชื่อมั่น และทิศทางของรัฐบาลไทยที่จะช่วยหาทางสนับสนุนส่งเสริม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนกล้าตัดสินใจขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น
ขณะเดียวกันประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดภายในประเทศหรือฐานการส่งออกเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการขยายเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ นักลงทุนจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ต่างให้ความสนใจในภูมิภาคนี้เป็นพิเศษ โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในระดับแนวหน้าของอาเซียน ทั้งระบบคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
“เราเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานดีที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน ซึ่งนักลงทุนที่เข้ามาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เนื่องจากบุคลากรไทยมีทักษะและประสบการณ์ทำงานร่วมกับบริษัทข้ามชาติมาหลายสิบปี ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดในเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ได้ทันที” นายนฤตม์ กล่าว
ชวนบิ๊กธุรกิจออสเตรเลียลงทุนไทย
เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ในการพบปะนักลงทุน โดยเฉพาะเวที Thailand-Australia Investment & Business Partnership Reception ณ นครซิดนีย์ มีผู้บริหารธุรกิจออสเตรเลียเข้าร่วมกว่า 70 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ดิจิทัล การศึกษา สุขภาพและการแพทย์ เหมืองแร่ พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจบริการ ทางนายกฯ ได้ชี้ให้นักลงทุนเห็นถึงที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและไปจนถึงจีนได้ด้วย
ทั้งนี้นายกฯ ได้กล่าวบนเวทีนี้ว่า การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดอาเซียนที่มีประชากรประมาณ 600 ล้านคน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงตลาดจีน ซึ่งถ้ารวมแล้วจะมีประชากรกว่า 2,000 ล้านคน ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงระหว่างการเดินทางครั้งนี้คือ การหารือกับบริษัท T&G Global ซึ่งเป็นบริษัทเกษตรและผลไม้ระดับโลก เจ้าของแบรนด์ Envy จากนิวซีแลนด์
นายกฯ ได้เชิญชวนให้มาตั้งศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นจุดกระจายสินค้าต่อไปยังอาเซียนและจีน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงทางการค้าที่ครบวงจรได้
“ท่ามกลางสถานการณ์ที่นักลงทุนมีทางเลือกในการตัดสินใจลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยสร้างความโดดเด่นบนเวทีโลก และทำให้นักลงทุนนึกถึงประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ เมื่อมีแผนขยายการลงทุน ซึ่งจุดแข็งของไทยนั้นมีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
การที่ นายกฯเดินทางออกไปพบนักลงทุนด้วยตนเอง นั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้แวดวงการลงทุนของโลกรู้จักประเทศไทยมากขึ้น และพิจารณาประเทศไทยเป็นทางเลือกสำคัญในการลงทุน” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว
ดึงบริษัทการบินนิวซีลนด์ลงทุน MRO อู่ตะเภา
สำหรับการดึงดูดการลงทุนหนึ่งรายที่น่าสนใจนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า ในการร่วม คณะนายกฯ เยี่ยมชมบริษัท NZAero บริษัทผลิตเครื่องบินเล็ก และอากาศยานชั้นนำจากประเทศนิวซีแลนด์ โดยรัฐบาลได้เชิญชวนให้ผู้บริหารของบริษัท NZAero เข้ามาร่วมลงทุนเทคโนโลยีการบินขั้นสูง รวมทั้งลงทุนในธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไทย
ทั้งนี้ประเทศไทยมีแผนที่จะลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทยซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมจะอำนวยความสะดวกในการลงทุนผ่านช่องทาง Fast Track เพื่อปลดล็อกอุปสรรคให้กับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
“ประเทศไทยเราเป็นลูกค้าของ NZAero มีการซื้อเครื่องบินจากบริษัทนี้มายาวนาน โดยในการหารือกันกับผู้บริหารของบริษัทได้เชิญชวนให้ไปลงทุนตั้งโรงงานผลิต และศูนย์ซ่อมในประเทศไทย เพราะว่าเรามีโปรเจ็กต์ในการทำ MRO ในพื้นที่ EEC อยู่แล้ว” นายเอกนิติ กล่าว
สถิติลงทุนสองประเทศ
สำหรับข้อมูล การลงทุนของออสเตรเลีย นั้น ในช่วงปี 2564-2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีโครงการลงทุนและร่วมทุนจากออสเตรเลียขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 93 โครงการ มูลค่าการลงทุน 33,425 ล้านบาท ประกอบด้วย
- การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล 13,833 ล้านบาท คิดเป็น 41% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด
- อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี 6,936 ล้านบาท คิดเป็น 21% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด
- อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 3,810 ล้านบาท คิดเป็น 11% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด
ส่วนข้อมูล การลงทุนของนิวซีแลนด์ นั้น ในช่วงปี 2564-2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีโครงการลงทุนและร่วมทุนจากนิวซีแลนด์ขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 9 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1,085 ล้านบาท ประกอบด้วย
- การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 871 ล้านบาท คิดเป็น 80% ของมูลค่าการลงทุนจากนิวซีแลนด์ทั้งหมด
- อุตสาหกรรมแร่โลหะ และวัสดุ 78 ล้านบาท คิดเป็น 7% ของมูลค่าการลงทุนจากนิวซีแลนด์ทั้งหมด
- อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 61 ล้านบาท คิดเป็น 6% ของมูลค่าการลงทุนจากนิวซีแลนด์ทั้งหมด







