
‘อนุทิน’ นำธุรกิจไทยประกบ 70 ทุนออสซี่ งัด Fast Pass ปลุกลงทุน ปั้นฮับอาเซียน
นายกฯ ‘อนุทิน’ ประกาศบนเวทีบีโอไอซิดนีย์ นำ 17 บริษัทไทยประกบ 70 ธุรกิจชั้นนำออสเตรเลีย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย งัด Fast Pass ปลุกดีลลงทุน 1.87 ล้านล้าน พ่วง Skill Bridge ไฟฟ้าสะอาด ดึงออสเตรเลียปั้นฮับอาเซียน
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน นำคณะนักธุรกิจไทยพบปะนักลงทุนออสเตรเลียกว่า 70 ราย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและดึงดูดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
- รัฐบาลเปิดตัวมาตรการ "Thailand Fast Pass" เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดกระบวนการอนุมัติการลงทุนสำหรับนักธุรกิจต่างชาติ
- ชูศักยภาพของไทยในการเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียน (ASEAN Hub) เพื่อผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 น. ตามเวลาที่นครซิดนีย์เร็วกว่าเวลาที่ประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากออสเตรเลียมากกว่า 70 ราย ครอบคลุม 10 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งกลุ่มการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ยานยนต์ ดิจิทัล เหมืองแร่ และพลังงานหมุนเวียน เช่น Canva, ARB Corporation, Cochlear และ NEXTDC ขณะที่นักธุรกิจไทยที่เข้าร่วม 25 รายจาก 17 องค์กร อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) เอสซีจี ไทยเบฟเวอเรจ ปตท. กัลฟ์ กลุ่มมิตรผล กลุ่มเซ็นทรัล และไมเนอร์ กรุ๊ป
โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังกรุงแคนเบอร์ราเพื่อหารืออย่างเป็นทางการกับนายแอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นี้
นายอนุทิน กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะเป็นผู้เปิดประตูทางการค้าแต่ภาคธุรกิจคือหัวใจสำคัญในการสร้างงานและเปลี่ยนความเป็นพันธมิตรให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ก่อนที่จะมีการเดินทางไปหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันต่อไป
"ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปรอบตัวเรา คำตอบของประเทศไทยคือการสร้างความยืดหยุ่นผ่านระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการสร้างความเป็นพันธมิตรที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับประเทศที่มีความสนใจร่วมกันในภูมิภาคที่มั่นคงและเปิดกว้าง ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนและว่าที่ประธานอาเซียนในอีกสองปีข้างหน้า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างภูมิภาคนิยมและความยืดหยุ่นร่วมกันผ่านการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลชัดเจน"
นายอนุทิน ยอมรับว่า ศักยภาพด้านภูมิศาสตร์และโลจิสติกส์ของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้รองรับเพียงตลาดภายในที่มีประชากร 66 ล้านคน แต่ยังทำหน้าที่เป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและบูรณาการมากขึ้น การดำเนินงานของรัฐบาลได้ขยายผลผ่านความเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับทั้งอินโดนีเซียและสิงคโปร์เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งบริษัทจากออสเตรเลียที่เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมและวางแผนในระดับภูมิภาคจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเติบโตนี้
ขณะที่สถิติการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ในปี 2568 มียอดคำขอรับการส่งเสริมสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นเงินไทยกว่า 1.87 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ประมาณ 1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เท่ากับ 23.47 บาท) หรือเพิ่มขึ้น 67% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปีนี้มียอดคำขอแล้ว 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท
โดยกลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วย อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัลและการสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนยังคงมีความเชื่อมั่นและเพิ่มความมุ่งมั่นในการขยายฐานการลงทุนมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
"รัฐบาลเข้าใจดีว่าการดึงดูดการลงทุนจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ เราจึงเปิดตัว Thailand Fast Pass เพื่อช่วยให้นักลงทุนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติจนถึงเริ่มงาน พร้อมโปรแกรม Skill Bridge พัฒนาบุคลากรด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวที่ช่วยให้ธุรกิจจัดหาพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น โดยประเทศไทยตั้งใจที่จะเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มั่นคง และแข่งขันได้ เพื่อความสำเร็จของผู้ที่เลือกสร้างธุรกิจไปพร้อมกับเรา" นายกฯ ระบุ
พร้อมกันนี้นายกฯ ยังได้เชิญชวนให้นักธุรกิจใช้ความไว้วางใจที่สะสมมานานกว่า 75 ปีและรากฐานของข้อตกลงการค้าเสรีที่มีมากว่าสองทศวรรษในการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำว่าความเป็นพันธมิตรจะแข็งแกร่งที่สุดผ่านการตัดสินใจลงทุนและการเลือกหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เหมาะสมในพื้นที่ที่กำลังขยายตัว พร้อมคาดหวังให้ภาคเอกชนมองประเทศไทยเป็นมากกว่าตลาดการค้าทั่วไป แต่เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และเป็นประตูสำคัญที่จะนำไปสู่โอกาสมหาศาลในภูมิภาคอาเซียน





