
ปิดฉากเยือนออสซี่ ไทยรับ 2 เด้ง "วิน-วิน" ดึงทุนไฮเทค-บิ๊กคอร์ปบุกอสังหาฯ
นายกฯ อนุทิน เปิดผลสำเร็จเยือนออสเตรเลีย สร้างบรรยากาศการค้าแบบ วิน-วิน เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจมหาศาล ไทยได้ 2 เด้งจับคู่ธุรกิจดึงทุนไฮเทค เปิดทางธุรกิจไทยลุยอสังหา 2.3 แสนล้านบาท เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
KEY
POINTS
- การเยือนออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทไฮเทคและบริษัทขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยี AI
- สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแบบ "วิน-วิน" โดยไม่เพียงดึงทุนเข้าไทย แต่ยังเปิดทางให้นักลงทุนไทยเข้าไปเติบโตในออสเตรเลียด้วย
- รัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนผ่านนโยบาย "Thailand FastPass" ของบีโอไอ เพื่ออำนวยความสะดวกและรับประกันความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่กรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าเวลาที่ประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลสำเร็จของการเดินทางเยือนประเทศออสเตรเลียว่า สามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนได้เป็นอย่างดี หลายบริษัทในออสเตรเลียยืนยันที่จะเข้ามาขยายกิจการและเพิ่มเม็ดเงินลงทุนในประเทศไทยในหลากหลายกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมผลิตสินค้าที่มีต้นทางจากออสเตรเลีย พลังงาน เคมีภัณฑ์ การท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยีเอไอ ซึ่งการเยือนครั้งนี้ยังประสบความสำเร็จในการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่ของทั้งสองประเทศ
"สิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมายที่ทำให้พอใจ 2 เด้งเพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย พร้อมการขับเคลื่อนให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนและเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่การร่วมลงทุน ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ วิน-วิน ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล" นายอนุทิน กล่าว
ทั้งนี้รัฐบาลได้ใช้โอกาสนี้ตอกย้ำนโยบาย Thailand FastPass ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานเพื่อคลายข้อติดขัดทางกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ จากหน่วยงานราชการอื่น และผู้นำรัฐบาลให้คำมั่นถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจโดยเน้นย้ำว่าไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าน้ำร้อนน้ำชาใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้นักลงทุนออสเตรเลียส่วนใหญ่ยกให้ไทยเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนสำหรับการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ในอนาคต
"หลายบริษัทได้พูดว่าเพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการไปลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากความพร้อมด้านต่าง ๆ ที่ประเทศไทยได้นำเสนอ เมื่อมาถึงจุดที่ต้องเลือกที่ถ้าจะไปลงทุนในภูมิภาคอาเซียน สุดท้ายเขาจะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ของเขา การมาเยือนออสเตรเลียในครั้งนี้ รัฐบาลทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้ฝ่ายออสเตรเลียที่มีต่อประเทศไทยและทำจับคู่ธุรกิจเพิ่มเม็ดเงินลงทุน ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่พึงพอใจ ซึ่งบีโอไอได้ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการอำนวยความสะดวกในทุกเรื่อง" นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวมและร่วมลงทุนมากมายในออสเตรเลีย ทั้งด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) ที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่เป็นประเทศเกษตรกรรมทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เราเป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ ไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้
ส่วนประเด็นข้อกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับระยะเวลาวีซ่าการทำงานของคนไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ล่าสุดได้หารือกับนายแอนโทนี แอลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งได้รับทราบปัญหาและมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยพิจารณาลดข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสให้แรงงานไทยที่มีความรู้ความชำนาญเข้าถึงตลาดแรงงานในออสเตรเลีย
ขณะที่ประเด็นคนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลียนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับนายกฯออสเตรเลียโดยตรง และแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ท่านดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ขณะที่ นายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย
"พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รัฐบาลนี้ประกาศความเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลยหากท่านกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับนายกฯออสเตรเลียแล้ว" นายอนุทิน ระบุ
ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้โชว์ผลงานกวาดล้างและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท







