
ผ่างบประมาณ "แก้ปัญหาน้ำท่วมของไทย" ในรอบ 15 ปี หลักแสนล้าน
เปิดข้อมูลงบประมาณแก้ปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทย นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จนถึงปี 2569 อัดฉีดงบกลางกว่า 2.7 แสนล้าน ควบคู่แผนน้ำ 20 ปี ทะลุ 3.1 แสนล้าน
KEY
POINTS
- นับตั้งแต่เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ประเทศไทยได้ใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมไปแล้วหลายแสนล้านบาท ผ่านทั้งงบประมาณปกติ เงินกู้พิเศษ และงบกลางฉุกเฉิน
- การจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่กระจุกตัวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2566 สองภูมิภาคนี้ได้รับงบรวมกันกว่า 31,318 ล้านบาท
- งบประมาณกว่า 88% อยู่ภายใต้การบริหารของหน่วยงานส่วนกลาง โดยกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด
นับจาก "มหาอุทกภัยปี 2554" ทิ้งรอยแผลทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยมูลค่าความเสียหายสูงกว่า 23,839.21 ล้านบาท และพื้นที่เกษตรกรรมจมน้ำกว่า 11.79 ล้านไร่
นับจากวันนั้นจนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาอุกภัยทุกปี มีการอัดฉีดเม็ดเงินทั้งงบประจำ งบลงทุน งบกลาง และเงินกู้พิเศษนอกงบประมาณรวมแล้วหลายแสนล้านบาท เพื่อเป้าหมายในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
มหากาพย์งบประมาณแสนล้าน บริหารจัดการน้ำ 2554-2569
ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลจากสำนักงบประมาณ และมติครม. จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ย้อนเวลากลับไปหลังวิกฤตปี 2554 รัฐบาลไทยเริ่มต้นด้วยการอนุมัติงบประมาณฟื้นฟูเยียวยาและปรับโครงสร้างพื้นฐานวงเงินกว่า 93,000 ล้านบาทในต้นปี พ.ศ. 2555 ภายใต้เพดานอนุมัติ 120,000 ล้านบาท พร้อมทั้งออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินพิเศษอีก 350,000 ล้านบาทเพื่อการบริหารจัดการน้ำโดยเฉพาะ
หลังจากนั้นในช่วงปี พ.ศ. 2557 ถึง พ.ศ. 2559 ประเทศไทยยังคงจัดสรรงบประจำปีสำหรับการจัดการน้ำโดยตรงสูงกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี
เมื่อเข้าสู่ยุคการขับเคลื่อนผ่าน "แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580) ชี้ว่ามีการดำเนินโครงการไปแล้วถึง 125,162 โครงการ ใช้งบประมาณสูงถึง 314,182 ล้านบาท และภายในปี พ.ศ. 2568 งบโครงสร้างน้ำรายปีพุ่งสูงถึง 111,392 ล้านบาท จำนวน 3,367 โครงการ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนงบลงทุนสูงถึงร้อยละ 20.5 ของงบลงทุนทั้งหมดของประเทศไทย
ในส่วนของ "งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น" เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและช่วยเหลือเยียวยาอุทกภัย พบว่ามีการใช้วงเงินรวมกันอย่างมหาศาล
โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2555 มีการอนุมัติงบกลางสูงถึง 120,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางสะสมนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงสิงหาคม พ.ศ. 2569 มีมูลค่าเบิกจ่ายสะสมถึง 153,169.06 ล้านบาท จำแนกรายปีได้ดังนี้
- ปี 2555 : 120,000.00 ล้านบาท
- ปี 2560 : 12,500.00 ล้านบาท
- ปี 2561 : 18,407.71 ล้านบาท
- ปี 2562 : 16,061.53 ล้านบาท
- ปี 2563 : 23,271.87 ล้านบาท
- ปี 2564 : 2,070.99 ล้านบาท
- ปี 2565 : 2,567.32 ล้านบาท
- ปี 2566 : 22,953.39 ล้านบาท (จ่ายเงินช่วยเหลือน้ำท่วมปี 2565 แก่ประชาชน 1.04 ล้านครัวเรือน)
- ปี 2567 : 22,967.75 ล้านบาท
- ปี 2568 : 21,581.50 ล้านบาท
- ปี 2569 (ณ ส.ค. 69) : 10,787.00 ล้านบาท (อิงตามเงินช่วยเหลือเหมาจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท และฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่)
ผ่าพื้นที่ "เค้กงบประมาณ" กระจายไปลง "ภาค-จังหวัด" ไหนบ้าง?
ลักษณะทางภูมิศาสตร์และระดับความเสี่ยงทำให้น้ำหนักการจัดสรรงบประมาณไหลไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ อย่างแตกต่างกัน โดยอ้างอิงข้อมูลเฉพาะในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วงเงิน 53,377.56 ล้านบาท มีสัดส่วนดังนี้
1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (30.85%) ได้รับส่วนแบ่งสูงสุดเป็นวงเงิน 16,468.30 ล้านบาท เนื่องจากมีสัดส่วนพื้นที่ชลประทานต่อพื้นที่เกษตรต่ำที่สุดในประเทศเพียงร้อยละ 13.2 และเป็นปลายน้ำของลุ่มน้ำชี-มูล
2. ภาคกลาง (27.82%) ได้รับการจัดสรร 14,849.85 ล้านบาท เป็นพื้นที่ราบลุ่มรับน้ำหลากจากภาคเหนือ มีจุดเศรษฐกิจและชุมชนหนาแน่นที่ต้องอาศัยคันกั้นน้ำระบบสูง
3. ภาคใต้ (13.84%) ได้รับจัดสรรงบประจำปี 7,385.18 ล้านบาท ทว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติ ภาคใต้จะเป็นภาคที่ได้รับเม็ดเงินในมิติของ "งบกลางฉุกเฉิน" สูงมากเป็นพิเศษ
4. กรุงเทพมหานคร (7.36%) ได้รับงบ 3,925.99 ล้านบาท มุ่งเน้นอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ สถานีสูบน้ำ และคันกั้นน้ำเจ้าพระยา
5. ภาคตะวันตก (5.00%) และภาคตะวันออก (4.88%) ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2,668.01 ล้านบาท และ 2,606.63 ล้านบาทตามลำดับ เน้นงานตลิ่งพังและระบายน้ำชายฝั่ง
เมื่อเจาะลึกที่ระดับรายจังหวัด สถิติการจัดสรรงบประมาณในรอบปี พ.ศ. 2566 และ พ.ศ. 2568 เผยให้เห็นจังหวัดที่ครองแชมป์ได้รับการจัดสรรวงเงินสูงสุด 10 อันดับแรก
โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครองอันดับ 1 ในปี 2566 วงเงิน 3,995.06 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำนองภาคกลาง
และจังหวัดอุบลราชธานีครองอันดับ 1 ในปี 2568 วงเงิน 3,421.55 ล้านบาท จากบริบทความจำเป็นในการเป็นพื้นที่รับน้ำชี-มูลพังทะลัก
นอกจากนี้ยังมีจังหวัดสงขลาที่พุ่งสูงเกิน 2,300 ล้านบาทในทั้งสองปี รวมทั้งนครพนม บึงกาฬ เชียงราย และเชียงใหม่ ที่ได้รับงบจำนวนมากเป็นลำดับต้นๆ
ในทางกลับกัน จังหวัดที่ได้รับงบประมาณป้องกันน้ำท่วมน้อยที่สุด 5 อันดับแรก ในปี พ.ศ. 2566 ได้แก่
- สมุทรปราการ (89.66 ล้านบาท)
- หนองบัวลำภู (107.14 ล้านบาท)
- สมุทรสงคราม (117.48 ล้านบาท)
- ภูเก็ต (142.76 ล้านบาท)
- สระแก้ว (145.21 ล้านบาท)
ผ่าโครงสร้างกระทรวงและกรมใดคุมกลไกงบประมาณ
ประเด็นวิเคราะห์ทางการคลังคือ "การกระจุกตัวของงบประมาณ" ในปี พ.ศ. 2568 งบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำสูงถึงร้อยละ 88.3 อยู่ภายใต้การดูแลและบริหารโดยตรงของหน่วยงานราชการส่วนกลาง ขณะที่มีงบประมาณที่กระจายตรงไปยังราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัด/กลุ่มจังหวัด) ร้อยละ 4.5 และแชร์ลงไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพียงแค่ร้อยละ 2.18 เท่านั้น
เมื่อแยกเป็นสัดส่วนของแต่ละกระทรวงหลัก ฐานข้อมูลปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 พบโครงสร้างการจัดสรรงบดังนี้
กระทรวงมหาดไทย (43.41%) วงเงิน 23,171.26 ล้านบาท มีกรมโยธาธิการและผังเมือง งบสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งและน้ำท่วมชุมชน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหัวหอกปฏิบัติงานหลักในการป้องและเยียวยา
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (42.69%) วงเงิน 22,786.86 ล้านบาท) ปฏิบัติงานผ่านกรมชลประทาน ซึ่งครองงบจัดการน้ำที่สูงที่สุดในประเทศ โดยคิดเป็นร้อยละ 58.2 ของงบจัดการน้ำทั้งหมดในประเทศปี พ.ศ. 2568 มีโครงการชลประทานขนาดใหญ่ กลาง เล็กในมือกว่า 22,180 โครงการ
กระทรวงกลาโหม (2.16%) วงเงิน 1,155.27 ล้านบาท) ขับเคลื่อนงานขุดลอกลำน้ำปราบอุทกภัยใน 37 จังหวัดผ่านทาง บก.กองทัพไทย และกองทัพบก ในปี พ.ศ. 2568 กองบัญชาการกองทัพไทยเพียงส่วนเดียวได้รับงบสูงถึง 1,380 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อแห่ง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2.11%) วงเงิน 1,123.70 ล้านบาท) ดำเนินงานโดยกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
สัดส่วนที่เหลือตกเป็นของหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด (5.23%), อปท. (2.18%) และกระทรวงคมนาคม (1.33% สำหรับการบูรณะซ่อมแซมถนนที่เสียหายจากภัยน้ำท่วม)
เจาะลึกงบฯ "สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ" หน่วยงานหลักบริหารจัดการน้ำ
เรียกโดยย่อว่า "สทนช." ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 46/2560 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ชื่อเดิมคือ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบันในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561
สทนช. ถือเป็นองค์กรกลางด้านน้ำและเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีฐานะเป็นส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง
บทบาทและภารกิจหน้าที่หลัก ของ สทนช. คือการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับนโยบายและกลั่นกรองงบประมาณบูรณาการด้านน้ำ (Sign-off) ของประเทศทั้งหมดผ่านระบบ Thai Water Plan เสนอแนะนโยบาย จัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท 20 ปี และมาตรการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ แผนงาน โครงการ และงบประมาณด้านทรัพยากรน้ำทั้งระบบ พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลการทำงาน
สถิติงบประมาณ สทนช. ในแต่ละปี (พ.ศ. 2561–2570)
นับตั้งแต่เริ่มตั้งโครงสร้างองค์กรในปี พ.ศ. 2561 สทนช. ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีแยกตามปีงบประมาณ ได้รับจัดสรรงบประมาณรวมแล้วอย่างน้อย 4,770.59 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2561: ในปีแรกของการก่อตั้ง สทนช. ยังไม่มีการระบุจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีแยกต่างหากในฐานะหน่วยรับงบประมาณโดยตรง เนื่องจากเป็นช่วงคาบเกี่ยวในการจัดตั้งโครงสร้างองค์กรและโอนย้ายข้าราชการจากหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยราชการ
ปีงบประมาณ 2562: ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมจำนวน 749.7 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2563: ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมจำนวน 801.7 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2564: ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมจำนวน 1,306.0 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2565: ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมจำนวน 955.2 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2566: ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมจำนวน 987.5 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2567: ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมจำนวน 772.2 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2568: ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามงบประมาณที่ 754.6 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2569: ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมจำนวน 929.8 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2570 (ร่าง): ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมตามงบประมาณโดยสังเขปที่ 654.0 ล้านบาท







