
พิชัยเตือน ไทยเสี่ยง ‘ขาดดุลแฝด’ หนักสุดในประวัติศาสตร์ หลังภาษีสหรัฐฯ พุ่ง
พิชัยชี้ภาษีสหรัฐฯ 12.5% ฉุดส่งออกไทย เสี่ยงลงทุนหนี-เศรษฐกิจทรุด เตือนเสี่ยง ขาดดุลแฝดหนักสุดในประวัติศาสตร์ พร้อมเปิด 4 KPI กระทรวงพาณิชย์
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทยในอัตรา 12.5% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุด ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน การส่งออก และการลงทุนของประเทศ
- ไทยเผชิญการขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งปีแรกถึง 1.1 ล้านล้านบาท เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าขยายตัวสูงกว่าการส่งออกมาก
- การขาดดุลการค้าอย่างหนัก ประกอบกับการขาดดุลงบประมาณ ทำให้ไทยเสี่ยงเผชิญภาวะ "ขาดดุลแฝด" ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายทางเศรษฐกิจ
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สหรัฐประกาศเก็บภาษีประเทศไทยที่ 12.5% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดในข้อกล่าวหาแรงงานภาคบังคับ ซึ่งไทยถูกกำหนดอัตราภาษีที่ 12.5% เท่ากับจีนและเวียดนาม
ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ถูกจัดเก็บในอัตรา 10% ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถแข่งขันของไทยลดลง กระทบการส่งออกของไทย และจะส่งผลกระทบถึงการลงทุนของไทยด้วย เพราะอัตราภาษีที่ต่างกันจะเป็นแรงจูงใจที่จะตัดสินใจว่าจะลงทุนประเทศไหน
แม้การส่งออกในเดือนมิ.ย.จะขยายได้สูงถึง 20.74% แต่การนำเข้าของไทยในเดือนมิ.ย.ขยายมากกว่า ขยายถึง 50.28% ทำให้ครึ่งปีแรกประเทศไทยขาดดุลการค้าสูงมากถึง 1.1 ล้านบาท
และกว่าจะถึงสิ้นปี 69 การขาดดุลการค้าอาจจะยิ่งพุ่งสูงกว่านี้ เป็นการขาดดุลการค้าที่สูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะมีผลกระทบอย่างมากต่อจีดีพี (GDP) อีกทั้งประเทศไทยจะประสบปัญหากับการขาดดุลแฝด (Twin Deficits) ที่ขาดดุลทั้งงบประมาณและขาดดุลการค้า ซึ่งเป็นสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่
ขณะที่ 6 เดือนแรกปี 69 ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐ 33,038.20 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไทยขาดดุลการค้าให้จีนถึง 46,222.88 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหรัฐเก็บภาษีไทยในอัตราที่สูง และอาจจะโดนเพิ่มภาษีอีกได้ ถ้าสหรัฐเห็นว่าไทยทำ Transshipment กับ Circumvention ให้กับจีน คือการนำสินค้าจีนมาหลบเลี่ยงส่งต่อไปสหรัฐ ซึ่งจากตัวเลขที่เห็น ไทยจะปฏิเสธได้ยากมาก
สมัยนั้นตนได้เข้มงวดในการแก้ไขเรื่องนี้และจะต้องเร่งแก้ไข ไม่เช่นนั้นอาจจะมีปัญหาเพิ่มขึ้นอีกได้ ไทยอาจจะโดนสหรัฐเรียกเก็บภาษีในอัตราที่เพิ่มอีกจากเรื่องนี้ได้ ไทยต้องเร่งเจรจาแก้ไขปัญหากับสหรัฐโดยด่วน ซึ่งหากจำกันได้ ตนได้เตือนหลายครั้งให้รัฐบาลเร่งเจรจากับสหรัฐในมาตรา 301 นี้ แต่เพิ่งเห็นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว. พาณิชย์ ไปพบกับ USTR Jamieson Greer เดือนพ.ค.โดยเป็นการพบแบบสั้นๆ และเพิ่งจะไปเจรจากันเดือนมิ.ย.และเป็นการเจรจากับรอง USTR Rick Switzer ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผิดปกติและน่าจะต้องระวังแต่แรกแล้ว สุดท้ายก็เป็นไปตามที่ได้แสดงความกังวลไว้ล่วงหน้าแล้ว
แนะไทยหาทางแก้ไขเร่งด่วน
จากประสบการณ์ที่เจรจาการค้ากับต่างประเทศ และเป็นคนแรกที่ได้ติดต่อกับ USTR Jamieson Greer โดยตรง ตั้งแต่ก่อนที่จะรับตำแหน่ง ทำให้เห็นความผิดปกติในการเจรจานี้แต่แรก ซึ่งไทยต้องเร่งหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ตนได้เคยเตือน รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์แล้วเรื่องการมีคอนเทนท์ว่าสามารถบังคับสหรัฐได้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯยังต้องเกรงใจ ซึ่งไม่เป็นความจริง และทางสหรัฐได้เคยแจ้งความไม่พอใจมาที่ตนในเรื่องนี้ด้วย
อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่านายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยได้อย่างมาก และรัฐบาลควรต้องอาศัยนายวุฒิไกรช่วยอย่างมาก เพราะสมัยนั้นตนและนายวุฒิไกร ได้ร่วมกันเจรจากับ Katherine Tai อดีต USTR สมัยประธานาธิบดีไบเดน ให้ประเทศไทยหลุดจากมาตรา 301 แล้ว
อีกทั้งการเจรจา Tariff กับ USTR รอบที่แล้วที่ไทยได้ 19% ต่ำเท่ากับประเทศอื่น นายวุฒิไกรก็เป็นกำลังหลักในการเจรจารายละเอียดกับ USTR ดังนั้นนายวุฒิไกรจะเป็นบุคคลสำคัญในการแก้ไขเรื่องนี้เพราะมีประสบการณ์หลายครั้ง รวมถึงนางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
เร่งเจรจา FTA หลายประเทศพร้อมกัน
นอกจากนี้ต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศจะต้องทำไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ FTA ระหว่าง ไทย-อียู ที่อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพิ่งไปพบกลุ่มนักธุรกิจของอียู และต้องการเร่งให้จบ ซึ่งควรจะจบตั้งแต่ปลายปี 68 แล้วตามที่ได้ตกลงกัน แต่รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์เพิ่งได้พบกับ Maros Sejkovic, EU Commissioner on Trade ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมานี้เอง ทั้งที่ควรพบกันเร็วกว่านี้ ซึ่งจะมีการเจรจารอบที่ 10 ในปลายเดือนก.ย.
จึงต้องการเตือนจากประสบการณ์ที่เจรจา FTA ระหว่าง ไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, ลิคเตนสไตน์) ว่าการเจรจาก่อนจะปิดดีลได้จะยากมาก เพราะเรื่องยากๆที่ยังตกลงกันไม่ได้จะเก็บไว้เจรจาช่วงหลัง ดังนั้นรองนายกฯ และรมว. พาณิชย์ จะต้องลงมาเจรจาเองถ้าต้องการให้สำเร็จได้ และหวังว่าจะเจรจาปิดดีลได้ภายในสิ้นปี 69 นี้
อีกทั้งยังมี FTA กับ เกาหลี, UAE, UK, อาเซียน – แคนนาดา ฯลฯ ที่จะควรจะต้องเสร็จภายในปีนี้เช่นกัน จึงจะสามารถช่วยให้ไทยไล่ตามเวียดนามที่มี FTA กว่า 60 ประเทศแล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ การส่งออกและการลงทุนของเวียดนามแซงไทยไปไกลแล้ว
ตามที่ได้เคยเตือนแต่แรกแล้วว่า การบริหารกระทรวงพาณิชย์นี้ไม่ง่าย ในปัจจุบันถึงกับยากมาก จะพึ่งแต่การโปรโมททำคอนเท้นท์อย่างเดียวไม่ได้ อีกทั้งจะต้องดูแลเรื่องสินค้าเกษตรที่มีปัญหามากเช่น มะพร้าว มะม่วง ลำใย ทุเรียน มังคุด ข้าว การดูแลค่าครองชีพที่พุ่งสูงที่มากกว่าแค่เรื่องข้าวแกง 40 บาทและรถพุ่มพวง
อีกทั้งเรื่องที่สำคัญคือการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างมากต่อภาพใหญ่ของประเทศ เพราะเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งต่างประเทศสูง ทั้งการค้า การส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว
KPI 4 เรื่อง
นายพิชัย กล่าวต่อไปอีกว่า ได้เคยเตือนและแนะนำกำหนด KPI ไว้ให้ 4 เรื่อง แต่ทั้ง 4 เรื่องยังเป็นปัญหาหมด คือ 1.เรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ปัจจุบันสินค้าเกษตรหลายชนิดราคาตกต่ำอย่างมาก เกษตรกรได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือกันมาก
,2.เรื่องการเจรจาการค้า ซึ่งการเจรจา FTA ไทย – อียู ที่ควรต้องเสร็จแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ อีกทั้งการเจรจาภาษีกับสหรัฐเป็นปัญหาหนักอย่างมาก และจะต้องเร่งแก้ไข
,3.การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้าไทย และปัญหานอมินี ซึ่งกลับเป็นปัญหาเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน
และ4.การรักษาระดับการส่งออกที่ปี 68 ทั้งปีขยายได้ 12.9% และไทยแทบไม่มีปัญหาการขาดดุลการค้า ในปีนี้แม้จะรักษาการระดับการขยายตัวของการส่งออกได้ (ทั้งๆที่ รมว. พาณิชย์ เคยตำหนิไว้เองว่าโครงสร้างส่งออกของไทยมีปัญหา) แต่ปัญหาการขาดดุลการค้ากลับหนักยิ่งกว่าเพราะการนำเข้าพุ่งสูงทำให้ไทยขาดดุลการค้าอย่างมโหฬาร เพียง 6 เดือน กว่า 1.1 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเจรจาให้ลดช่องว่างการขาดดุลกับประเทศจีนอย่างเร่งด่วน







