thansettakij
thansettakij
ทีดีอาร์ไอจี้รัฐรื้อเกมดึงลงทุน เปลี่ยนจาก 'พื้นที่ให้เช่า' สู่เจ้าของเทคโนโลยี

ทีดีอาร์ไอจี้รัฐรื้อเกมดึงลงทุน เปลี่ยนจาก 'พื้นที่ให้เช่า' สู่เจ้าของเทคโนโลยี

21 ส.ค. 69 | 07:03 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ส.ค. 69 | 07:03 น.

ทีดีอาร์ไอเตือนไทยเสี่ยงเป็น 'พื้นที่ให้เช่า' หลังลงทุนเอกชนโต 13.4% แต่ผลิตจริงโต 0.1% แนะรัฐเปลี่ยนนโยบายอุตสาหกรรม เน้นเทคโนโลยี-ผลิตภาพ

KEY

POINTS

  • ทีดีอาร์ไอชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะ “เศรษฐกิจไข่แดง” ที่แม้การลงทุนจากต่างชาติจะสูง แต่ภาคการผลิตในประเทศกลับเติบโตน้อย ทำให้ไทยเสี่ยงกลายเป็นเพียง “พื้นที่ให้เช่า” สำหรับตั้งฐานการผลิต
  • เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวคิดจากการดึงดูดการลงทุน (FDI) แบบเดิม ไปสู่ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่” ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ
  • แนะให้กำหนดเป้าหมายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ออกแบบนโยบายที่บูรณาการ และเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จจากการดึงเม็ดเงินลงทุนมาเป็นการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ

นักวิชาการทีดีอาร์ไอเตือนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจไข่แดง” หลังการลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2/2569 โต 13.4% แต่ภาคการผลิตขยายตัวเพียง 0.1% ขณะที่การใช้กำลังการผลิตลดเหลือ 57.47% สะท้อนเม็ดเงินลงทุนไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างเต็มที่ แนะรัฐเลิกยึดติดการดึง FDI แบบเดิม เปลี่ยนสู่ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่” เน้นเทคโนโลยี ผลิตภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้คนไทย

 

ลงทุนพุ่ง 13.4% แต่ภาคผลิตโตแค่ 0.1% สะท้อนเศรษฐกิจ “ไข่แดง”

ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ตามรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)พบว่า ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% แม้สะท้อนภาพการลงทุนที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างของการลงทุนกลับพบว่า ส่วนสำคัญมาจากการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผลที่ตามมาคือ ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ราว 5.75 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณาภาคการผลิตในประเทศกลับพบว่าขยายตัวเพียง 0.1% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเหลือ 57.47% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยจะมีการลงทุนระลอกใหม่เข้ามา แต่โรงงาน การจ้างงาน และภาคการผลิตภายในประเทศยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว

FDI โต แต่ประโยชน์ไม่ตกถึงคนไทย เสี่ยงติดกับดัก “พื้นที่ให้เช่า”

ดร.นพรุจระบุว่า ภาวะดังกล่าวสามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิด "เศรษฐกิจแบบไข่แดง (Enclave Economy) " ซึ่งหมายถึงการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตหรือติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ดำเนินกิจการค่อนข้างแยกออกจากระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ และมีการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตหรือวัตถุดิบไทยในระดับจำกัด 

เมื่อห่วงโซ่อุปทานส่วนสำคัญยังพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจึงมีจำกัด ขณะที่ผลกำไรส่วนใหญ่สามารถไหลกลับไปยังบริษัทหรือประเทศต้นทาง ส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์หลักในรูปของกิจกรรมปลายน้ำและค่าจ้างแรงงาน มากกว่าการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ

ดร.นพรุจมองว่า นี่เป็นผลจากแนวคิดส่งเสริมการลงทุนที่ไทยใช้มาเป็นเวลานาน โดยเชื่อว่าการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูด FDI จะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยโดยอัตโนมัติ แต่บริบทเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาตินำเข้าชิ้นส่วนต้นทุนต่ำจากประเทศต้นทางได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น หากไทยยังคงใช้แนวทางเดิมต่อไป ประเทศอาจกลายเป็นเพียง “พื้นที่ให้เช่า” สำหรับตั้งโรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะที่ความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มภายในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

 

ชี้ไทยต้องเลิกแข่งด้วยค่าแรงราคาถูก สร้างเทคโนโลยีของตัวเอง

ดร.นพรุจกล่าวว่า ประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงได้ หากยังพึ่งพาการรับจ้างประกอบสินค้าขั้นปลายหรือการเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติเข้ามาตั้งฐานผลิตเป็นหลัก

หัวใจสำคัญของการเพิ่มรายได้ต่อหัวอย่างยั่งยืนจึงอยู่ที่การยกระดับผลิตภาพ การสร้างเทคโนโลยีและความสามารถของประเทศ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างจากการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูก ไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าสูงขึ้น

3 ข้อเสนอ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่” ปักหมุดจุดแข็งไทย

นักวิชาการทีดีอาร์ไอเสนอให้ภาครัฐเปลี่ยนวิธีคิดจากการมุ่งดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว สู่ “นโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่” ที่มีเป้าหมายชัดเจนและมุ่งสร้างขีดความสามารถของไทย โดยมี 3 องค์ประกอบสำคัญ

1. กำหนดเป้าหมายและจุดยืนให้ชัดเจน

ภาครัฐควรเลิกตั้งเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่น การประกาศเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” โดยไม่มีการกำหนดจุดแข็งที่ชัดเจน และหันมาเลือก “ตำแหน่งเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานโลก” ที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน

ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของเทคโนโลยีทุกประเภทหรือผลิตสินค้าทุกขั้นตอน แต่ต้องเลือกอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจนสร้างความได้เปรียบในระดับโลกได้

ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ไทยควรต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ โดยมุ่งไปสู่กระบวนการประกอบและทดสอบขั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ขณะเดียวกันควรเปิดทางให้ผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังชะลอตัว เช่น ยานยนต์สันดาปและพลาสติก สามารถถ่ายโอนทักษะไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์ ระบบราง และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

2. ออกแบบชุดนโยบายให้ทุกหน่วยงานเดินไปในทิศทางเดียวกัน

รัฐบาลต้องลดการทำงานแบบต่างหน่วยงานต่างทำ และเปลี่ยนมาออกแบบนโยบายโดยใช้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละอุตสาหกรรมเป็นตัวตั้ง จากนั้นจึงนำเครื่องมือของแต่ละกระทรวงมาทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ตั้งแต่การสนับสนุนทุนวิจัย การยกระดับโรงงานสู่มาตรฐานสากล การปลดล็อกกฎระเบียบ การเร่งทดสอบและรับรองมาตรฐานในประเทศ ไปจนถึงการใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างตลาดนำและเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นถูกนำไปใช้งานจริง

กรณีอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความจำเป็นดังกล่าว เพราะแม้ไทยสามารถสร้างตลาดและดึงดูดการลงทุนได้จำนวนมาก แต่หากขาดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การลงทุนที่เกิดขึ้นก็อาจไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้เต็มศักยภาพ

3. สร้างกลไกรัฐ-เอกชนแบบ “ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ”

ภาครัฐควรมีกลไกระดับชาติที่สามารถประสานงานข้ามกระทรวงได้จริง รวมถึงคณะทำงานเฉพาะด้านที่ลงลึกถึงรายละเอียดของแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันแก้ไขคอขวดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา

ขณะเดียวกัน รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้ใช้งานจริงเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายและทดสอบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้นโยบายตอบโจทย์ปัญหาหน้างานและความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวต้องอยู่บนหลัก “ใกล้ชิดแต่ไม่ถูกครอบงำ” โดยรัฐต้องรักษาความเป็นอิสระในการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้การสนับสนุนภาครัฐกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

ชี้วัดความสำเร็จต้องไม่ใช่แค่ “ดึงเงินลงทุน” แต่ต้องสร้างผลิตภาพ

ดร.นพรุจ กล่าวว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ควรอยู่เพียงจำนวนเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยสามารถดึงเข้ามาได้ หรือจำนวนผู้ประกอบการไทยที่สามารถเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทต่างชาติ แต่ต้องวัดจากความสามารถของประเทศในการยกระดับผลิตภาพ และสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นหัวหอกเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง

หากไทยไม่มียุทธศาสตร์ในการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและพัฒนาขีดความสามารถจนสามารถแข่งขันหรือเป็นผู้นำในบางสาขาได้ ผลิตภาพของประเทศจะยังติดเพดาน และเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในวังวนของกับดักรายได้ปานกลางต่อไป

ดังนั้น โจทย์สำคัญของรัฐบาลในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ไทยเป็นประเทศที่ “น่าลงทุน” แต่ต้องทำให้ไทยเป็นประเทศที่ “สร้างมูลค่าเพิ่มได้เอง” เพื่อให้เม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และการเติบโตของอุตสาหกรรม สามารถเชื่อมโยงกลับมายังผู้ประกอบการ แรงงาน และประชาชนในประเทศได้อย่างแท้จริง