thansettakij
thansettakij
รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

รัฐบาลหวัง GDP ทั้งปี 69 ทะลุ 2.2% นายกฯ ยันเศรษฐกิจ “โอเค”

อนุทิน – เอกนิติ หวังเศรษฐกิจไทยปี 69 นี้ ไม่โตแค่ 2.2% นายกฯ ย้ำเศรษฐกิจ “โอเค” แต่พอใจแค่นี้ไม่ได้ ขณะที่ "เอกนิติ" ชี้ตัวเลขไตรมาส 2 เผชิญวิกฤต 3 ระลอก ชูนโยบาย 3 ประสาน ประคอง-เปลี่ยนผ่าน-ลงทุนปลุกจีดีพี

KEY

POINTS

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2569 เป็น 2.2% จากเดิมที่คาดไว้ 2%
  • นายกรัฐมนตรีระบุว่าเศรษฐกิจในภาพรวม "โอเค" แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูงกว่าที่เป็นอยู่
  • แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับ 3 วิกฤตหลัก (พลังงาน, ค่าครองชีพ, กำลังซื้อ) แต่ยังมีสัญญาณบวกจากการลงทุนในไตรมาส 2 ที่เติบโตสูงสุดในรอบ 13 ปี

กรณีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 จาก 2% เป็น 2.2%

ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่ติดตามภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่นครซิดนีย์ โดยนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ 

“ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4% 5% หรือ 6% คือโตมากขึ้นไปเรื่อย ๆ และมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบสั้น ๆ ว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% ส่งนตัวยังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ ต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้ 

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า GDP ในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนและตอกย้ำว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ระลอก ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน นั่นคือ

1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

2.วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบเป็นบวก 2.7% จากที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ 

3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ถ้าที่ผ่านมารัฐบาลไม่รีบทำรีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น

ส่วนในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ถึง 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น

 

รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังกล่าวด้วยว่าแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน 

2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน 

3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง