
กรมบัญชีกลาง เดินหน้าออกกฎค่ารักษาพยาบาลขรก. เบิกมิชอบเสี่ยงถูกระงับสิทธิ 5 ปี
คลังเตรียมยกเครื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการ ถึง 17 ก.ย.นี้ ระงับสิทธิ 5 ปี คุมเข้มเบิกเกินสิทธิ
KEY
POINTS
- กรมบัญชีกลาง เสนอร่างกฎหมายใหม่ หากข้าราชการหรือครอบครัวเบิกค่ารักษาพยาบาลโดยทุจริต จะถูกระงับสิทธิสวัสดิการทั้งครอบครัวเป็นเวลา 5 ปี
- ผู้มีสิทธิ (ข้าราชการ) ต้องรับผิดชอบการเบิกจ่ายของบุคคลในครอบครัว และต้องคืนเงินให้กระทรวงการคลังหากมีการเบิกเงินเกินสิทธิ
- มีการปรับปรุงระบบเบิกจ่ายให้สถานพยาบาลต้องขึ้นทะเบียนกับคลัง และใช้ระบบเบิกจ่ายตรง (Direct Billing) เป็นหลัก เพื่อป้องกันการทุจริต
กระทรวงการคลังเตรียมปรับปรุงหลักเกณฑ์ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยกรมบัญชีกลางได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม- 17 กันยายน 2569 หวังยกระดับระบบเบิกจ่ายให้รวดเร็ว รองรับการใช้เทคโนโลยีในการกำกับดูแล และเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการทุจริต
สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้มีทั้งการกำหนดให้สถานพยาบาลที่จะให้บริการภายใต้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง การปรับบทบาทและความรับผิดชอบของผู้มีสิทธิ ตลอดจนการเพิ่มมาตรการลงโทษกรณีมีการใช้สิทธิหรือเบิกค่ารักษาพยาบาลโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์
โทษระงับสิทธิทั้งครอบครัว 5 ปี
ประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษอยู่ที่การเพิ่ม มาตรา 14/1 ซึ่งกำหนดให้ผู้มีสิทธิมีหน้าที่รับผิดชอบการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัว
หากผู้มีสิทธิเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา หรือเบิกเกินสิทธิที่กำหนด ผู้มีสิทธิต้องส่งคืนเงินที่ได้รับไปจากกระทรวงการคลัง
ที่สำคัญ หากผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวมีพฤติการณ์ “แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย”เกี่ยวกับการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล กระทรวงการคลังสามารถมีคำสั่งระงับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของ ทั้งผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง
ทั้งการส่งคืนเงินและการออกคำสั่งระงับสิทธิ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด
มาตรการดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มความรับผิดชอบของผู้มีสิทธิในการกำกับดูแลการใช้สิทธิของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่มีการเบิกค่ารักษาพยาบาลโดยไม่ถูกต้อง
เปิดทาง “เลือกได้” ใครใช้สิทธิรักษาพยาบาล
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือการเปิดให้ผู้มีสิทธิมีอิสระมากขึ้นในการกำหนดว่าบุคคลในครอบครัวรายใดจะใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล
ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้มีสิทธิมีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและบุคคลในครอบครัวที่ชอบด้วยกฎหมายต่อส่วนราชการเจ้าสังกัด พร้อมรับรองความถูกต้องของข้อมูล
ขณะเดียวกัน หากผู้มีสิทธิ ไม่ประสงค์ให้บุคคลในครอบครัวรายใดใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการสามารถแจ้งต่อกระทรวงการคลังได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด
นั่นหมายความว่า สิทธิของคู่สมรสหรือบิดามารดาที่อยู่ในสถานะ “บุคคลในครอบครัว” จะไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องใช้สิทธิโดยอัตโนมัติ แต่ผู้มีสิทธิสามารถแจ้งระงับการใช้สิทธิของบุคคลในครอบครัวรายใดรายหนึ่งได้
สถานพยาบาลต้องขึ้นทะเบียนกับคลัง
ร่างกฎหมายยังปรับนิยามคำว่า “สถานพยาบาล” ใหม่ โดยกำหนดให้หมายถึงสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชนที่ ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับกระทรวงการคลัง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด
หลักการสำคัญคือการทำให้ระบบสถานพยาบาลที่ให้บริการภายใต้สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบของกระทรวงการคลังได้อย่างเป็นระบบ
การขึ้นทะเบียนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบ การเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้การเบิกจ่ายทำได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันการทุจริตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เปลี่ยนระบบเป็น “เบิกจ่ายตรง” เป็นหลัก
ร่างพระราชกฤษฎีกายังปรับหลักเกณฑ์ในมาตรา 14 โดยกำหนดว่า การเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้ สถานพยาบาลเป็นผู้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลแทนผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวผ่านระบบการเบิกจ่ายตรง
การดำเนินการจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด
ส่วนกรณีที่ผู้มีสิทธิจะนำหลักฐานการรับเงินที่สถานพยาบาลออกให้มายื่นต่อส่วนราชการเจ้าสังกัดเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาล จะสามารถทำได้ เฉพาะกรณีที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนด
จุดเปลี่ยนสำคัญจึงอยู่ที่การผลักดันให้ระบบ Direct Billing หรือระบบเบิกจ่ายตรง เป็นกลไกหลักในการเบิกจ่าย ขณะที่การสำรองจ่ายและนำเอกสารมาเบิกคืนจะเหลือเฉพาะกรณีที่กำหนดไว้
ข้าราชการต้องรับผิดชอบข้อมูลครอบครัว
ร่างกฎหมายยังเพิ่มหน้าที่ของผู้มีสิทธิ โดยเฉพาะการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและสมาชิกในครอบครัวที่มีสิทธิตามกฎหมาย
ผู้มีสิทธิต้องรายงานข้อมูลต่อส่วนราชการเจ้าสังกัด พร้อมทั้ง รับรองความถูกต้องของข้อมูล
มาตรการนี้มีความสำคัญต่อระบบเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากข้อมูลสถานะของผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวจะเป็นฐานสำคัญในการตรวจสอบว่าใครมีสิทธิใช้สวัสดิการ และสามารถใช้สิทธิได้ในช่วงเวลาใด
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังปรับนิยาม “ผู้มีสิทธิ” ให้ครอบคลุมข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับบำนาญ และทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่จะไม่รวมผู้ที่ถูกระงับการใช้สิทธิตามมาตรา 14/1
เพิ่มบทลงโทษสถานพยาบาล
ไม่ได้คุมเฉพาะผู้มีสิทธิ แต่ร่างกฎหมายยังเพิ่มความรับผิดชอบของ สถานพยาบาล ด้วย
ตามร่างมาตรา 15 หากสถานพยาบาลเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา หรือเบิกเกินสิทธิที่ผู้มีสิทธิได้รับ สถานพยาบาลต้องส่งคืนเงินที่ได้รับไปจากกระทรวงการคลัง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
หากตรวจพบว่าสถานพยาบาลมีพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล กระทรวงการคลังสามารถเรียกคืนเงินค่ารักษาพยาบาลได้
และหากสถานพยาบาล ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการป้องกันและกำกับดูแล เพื่อไม่ให้เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก กระทรวงการคลังสามารถ เพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ ได้
เท่ากับว่าร่างกฎหมายกำหนดความรับผิดชอบไว้ทั้งสองฝั่ง คือผู้ใช้สิทธิและผู้ให้บริการ เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง
รัฐต้องการใช้เทคโนโลยีคุมการเบิกจ่าย
หลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายระบุชัดว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และ รองรับการใช้เทคโนโลยีในการกำกับดูแลการเบิกจ่ายและป้องกันการทุจริต
นอกจากนั้นยังต้องการให้ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของข้าราชการเท่านั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการข้อมูล การเบิกจ่าย และการกำกับดูแลทั้งระบบ
มีผลหลังประกาศราชกิจจานุเบกษา 180 วัน
สำหรับการบังคับใช้ ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีผล เมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ระยะเวลา 180 วันนี้มีความสำคัญ เพราะจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้มีสิทธิ และสถานพยาบาลเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบใหม่ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ การเชื่อมโยงข้อมูล และการปรับระบบเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ สามารถอ่านร่างกฎหมายฉบับทางการได้ ดังนี้
ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....







