thansettakij
thansettakij
กรมบัญชีกลาง เดินหน้า ออกกฎค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เบิกผิดพักสิทธิ 5 ปี

กรมบัญชีกลาง เดินหน้าออกกฎค่ารักษาพยาบาลขรก. เบิกมิชอบเสี่ยงถูกระงับสิทธิ 5 ปี

18 ส.ค. 69 | 03:11 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ส.ค. 69 | 03:14 น.

คลังเตรียมยกเครื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการ ถึง 17 ก.ย.นี้ ระงับสิทธิ 5 ปี คุมเข้มเบิกเกินสิทธิ

KEY

POINTS

  • กรมบัญชีกลาง เสนอร่างกฎหมายใหม่ หากข้าราชการหรือครอบครัวเบิกค่ารักษาพยาบาลโดยทุจริต จะถูกระงับสิทธิสวัสดิการทั้งครอบครัวเป็นเวลา 5 ปี
  • ผู้มีสิทธิ (ข้าราชการ) ต้องรับผิดชอบการเบิกจ่ายของบุคคลในครอบครัว และต้องคืนเงินให้กระทรวงการคลังหากมีการเบิกเงินเกินสิทธิ
  • มีการปรับปรุงระบบเบิกจ่ายให้สถานพยาบาลต้องขึ้นทะเบียนกับคลัง และใช้ระบบเบิกจ่ายตรง (Direct Billing) เป็นหลัก เพื่อป้องกันการทุจริต

กระทรวงการคลังเตรียมปรับปรุงหลักเกณฑ์ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยกรมบัญชีกลางได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม- 17 กันยายน 2569 หวังยกระดับระบบเบิกจ่ายให้รวดเร็ว รองรับการใช้เทคโนโลยีในการกำกับดูแล และเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการทุจริต

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้มีทั้งการกำหนดให้สถานพยาบาลที่จะให้บริการภายใต้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง การปรับบทบาทและความรับผิดชอบของผู้มีสิทธิ ตลอดจนการเพิ่มมาตรการลงโทษกรณีมีการใช้สิทธิหรือเบิกค่ารักษาพยาบาลโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

โทษระงับสิทธิทั้งครอบครัว 5 ปี

ประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษอยู่ที่การเพิ่ม มาตรา 14/1 ซึ่งกำหนดให้ผู้มีสิทธิมีหน้าที่รับผิดชอบการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัว

หากผู้มีสิทธิเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา หรือเบิกเกินสิทธิที่กำหนด ผู้มีสิทธิต้องส่งคืนเงินที่ได้รับไปจากกระทรวงการคลัง

ที่สำคัญ หากผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวมีพฤติการณ์ “แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย”เกี่ยวกับการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล กระทรวงการคลังสามารถมีคำสั่งระงับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของ ทั้งผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัว เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง

ทั้งการส่งคืนเงินและการออกคำสั่งระงับสิทธิ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด

มาตรการดังกล่าวถือเป็นการเพิ่มความรับผิดชอบของผู้มีสิทธิในการกำกับดูแลการใช้สิทธิของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่มีการเบิกค่ารักษาพยาบาลโดยไม่ถูกต้อง

เปิดทาง “เลือกได้” ใครใช้สิทธิรักษาพยาบาล

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือการเปิดให้ผู้มีสิทธิมีอิสระมากขึ้นในการกำหนดว่าบุคคลในครอบครัวรายใดจะใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้มีสิทธิมีหน้าที่รายงานข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและบุคคลในครอบครัวที่ชอบด้วยกฎหมายต่อส่วนราชการเจ้าสังกัด พร้อมรับรองความถูกต้องของข้อมูล

ขณะเดียวกัน หากผู้มีสิทธิ ไม่ประสงค์ให้บุคคลในครอบครัวรายใดใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการสามารถแจ้งต่อกระทรวงการคลังได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด

นั่นหมายความว่า สิทธิของคู่สมรสหรือบิดามารดาที่อยู่ในสถานะ “บุคคลในครอบครัว” จะไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องใช้สิทธิโดยอัตโนมัติ แต่ผู้มีสิทธิสามารถแจ้งระงับการใช้สิทธิของบุคคลในครอบครัวรายใดรายหนึ่งได้

สถานพยาบาลต้องขึ้นทะเบียนกับคลัง

ร่างกฎหมายยังปรับนิยามคำว่า “สถานพยาบาล” ใหม่ โดยกำหนดให้หมายถึงสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลของเอกชนที่ ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับกระทรวงการคลัง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด

หลักการสำคัญคือการทำให้ระบบสถานพยาบาลที่ให้บริการภายใต้สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบของกระทรวงการคลังได้อย่างเป็นระบบ

การขึ้นทะเบียนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบ การเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้การเบิกจ่ายทำได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันการทุจริตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เปลี่ยนระบบเป็น “เบิกจ่ายตรง” เป็นหลัก

ร่างพระราชกฤษฎีกายังปรับหลักเกณฑ์ในมาตรา 14 โดยกำหนดว่า การเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้ สถานพยาบาลเป็นผู้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลแทนผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวผ่านระบบการเบิกจ่ายตรง

การดำเนินการจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด

ส่วนกรณีที่ผู้มีสิทธิจะนำหลักฐานการรับเงินที่สถานพยาบาลออกให้มายื่นต่อส่วนราชการเจ้าสังกัดเพื่อเบิกค่ารักษาพยาบาล จะสามารถทำได้ เฉพาะกรณีที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนด

จุดเปลี่ยนสำคัญจึงอยู่ที่การผลักดันให้ระบบ Direct Billing หรือระบบเบิกจ่ายตรง เป็นกลไกหลักในการเบิกจ่าย ขณะที่การสำรองจ่ายและนำเอกสารมาเบิกคืนจะเหลือเฉพาะกรณีที่กำหนดไว้

ข้าราชการต้องรับผิดชอบข้อมูลครอบครัว

ร่างกฎหมายยังเพิ่มหน้าที่ของผู้มีสิทธิ โดยเฉพาะการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและสมาชิกในครอบครัวที่มีสิทธิตามกฎหมาย

ผู้มีสิทธิต้องรายงานข้อมูลต่อส่วนราชการเจ้าสังกัด พร้อมทั้ง รับรองความถูกต้องของข้อมูล

มาตรการนี้มีความสำคัญต่อระบบเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากข้อมูลสถานะของผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวจะเป็นฐานสำคัญในการตรวจสอบว่าใครมีสิทธิใช้สวัสดิการ และสามารถใช้สิทธิได้ในช่วงเวลาใด

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังปรับนิยาม “ผู้มีสิทธิ” ให้ครอบคลุมข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับบำนาญ และทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่จะไม่รวมผู้ที่ถูกระงับการใช้สิทธิตามมาตรา 14/1

เพิ่มบทลงโทษสถานพยาบาล

ไม่ได้คุมเฉพาะผู้มีสิทธิ แต่ร่างกฎหมายยังเพิ่มความรับผิดชอบของ สถานพยาบาล ด้วย

ตามร่างมาตรา 15 หากสถานพยาบาลเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา หรือเบิกเกินสิทธิที่ผู้มีสิทธิได้รับ สถานพยาบาลต้องส่งคืนเงินที่ได้รับไปจากกระทรวงการคลัง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด

หากตรวจพบว่าสถานพยาบาลมีพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล กระทรวงการคลังสามารถเรียกคืนเงินค่ารักษาพยาบาลได้

และหากสถานพยาบาล ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการป้องกันและกำกับดูแล เพื่อไม่ให้เกิดพฤติการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก กระทรวงการคลังสามารถ เพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการ ได้

เท่ากับว่าร่างกฎหมายกำหนดความรับผิดชอบไว้ทั้งสองฝั่ง คือผู้ใช้สิทธิและผู้ให้บริการ เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง

รัฐต้องการใช้เทคโนโลยีคุมการเบิกจ่าย

หลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายระบุชัดว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และ รองรับการใช้เทคโนโลยีในการกำกับดูแลการเบิกจ่ายและป้องกันการทุจริต

นอกจากนั้นยังต้องการให้ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิของข้าราชการเท่านั้น แต่เป็นการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการข้อมูล การเบิกจ่าย และการกำกับดูแลทั้งระบบ

มีผลหลังประกาศราชกิจจานุเบกษา 180 วัน

สำหรับการบังคับใช้ ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีผล เมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ระยะเวลา 180 วันนี้มีความสำคัญ เพราะจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้มีสิทธิ และสถานพยาบาลเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบใหม่ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ การเชื่อมโยงข้อมูล และการปรับระบบเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์

 

ทั้งนี้ สามารถอ่านร่างกฎหมายฉบับทางการได้ ดังนี้

ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....