thansettakij
thansettakij
เปิดแผนคมนาคม 2570 ลุย 262 โครงการ เชื่อม ‘บก-ราง-น้ำ-อากาศ’ ดันไทยฮับภูมิภาค

เปิดแผนคมนาคม 2570 ลุย 262 โครงการ เชื่อม ‘บก-ราง-น้ำ-อากาศ’ ดันไทยฮับภูมิภาค

16 ส.ค. 69 | 02:43 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ส.ค. 69 | 02:43 น.

เปิดแผนคมนาคม 2570 ลงทุน 262 โครงการ เร่งรถไฟฟ้า-มอเตอร์เวย์-สนามบิน ยกระดับไทยฮับโลจิสติกส์ พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค

KEY

POINTS

  • กระทรวงคมนาคมเปิดแผนปี 2570 ผลักดัน 262 โครงการสำคัญ เพื่อบูรณาการการเดินทางทั้งทางบก ราง น้ำ และอากาศให้เป็นระบบเดียวกัน
  • วางยุทธศาสตร์ให้ระบบรางเป็นโครงข่ายหลักในการเดินทางและขนส่ง โดยมีระบบถนนและขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ทำหน้าที่เป็นระบบสนับสนุน (Feeder) เพื่อเชื่อมต่อประชาชน
  • เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติ เช่น การขยายโครงข่ายมอเตอร์เวย์, รถไฟทางคู่, การเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือแหลม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดผยในการบรรยายพิเศษหัวข้อแผนพัฒนาด้านคมนาคมของประเทศไทย แก่ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่นที่ 25 

โดยถ่ายทอดแนวคิดการบริหารและทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ระบบคมนาคมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนว่า การพัฒนาคมนาคมในวันนี้ไม่สามารถมองเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นรายโครงการ แต่ต้องมองเป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดเป้าหมายให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเดินทางและขนส่งสินค้าได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ตรงเวลา ราคาสมเหตุผล เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการการทำงานของ 23 หน่วยงาน ครอบคลุมการเดินทางและขนส่งทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ

เชื่อมบก-ราง-น้ำ-อากาศ

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ปรับแนวคิดจากการพัฒนาแบบแยกส่วน ไปสู่การเชื่อม บก–ราง–น้ำ–อากาศ ให้เป็นระบบเดียวกัน โดยวางระบบรางเป็นโครงข่ายหลัก และใช้ระบบถนนและขนส่งสาธารณะเป็น Feeder เชื่อมประชาชนจากชุมชนเข้าสู่ระบบหลัก พร้อมยกระดับการขนส่งทางน้ำและทางอากาศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค และเพื่อให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติ 

ซึ่งกระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการลงทุนสำคัญในปี 2570 จำนวน 262 โครงการ และในช่วงปี 2571–2573 มีแผนพัฒนาโครงการใหม่อีก 51 โครงการ เป็นต้น

ดันระบบรางแกนหลักการเดินทางอนาคต

ด้านระบบราง กระทรวงฯ วางเป้าหมายให้เป็นแกนหลักของการเดินทางและขนส่งในอนาคต ทั้งการพัฒนารถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รถไฟสายใหม่เชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน และรถไฟความเร็วสูง ขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบ Feeder ควบคู่กัน ทั้งรถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร และระบบขนส่งอื่น พร้อมเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก. สู่ EV Bus พัฒนา EV Boat และ Smart Pier ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมอีกทั้งรถไฟทางคู่เพิ่มความตรงต่อเวลาและประสิทธิภาพในการขนส่ง 

ขณะที่เส้นทางใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ และ บ้านไผ่–มุกดาหาร–นครพนม จะขยายโครงข่ายไปสู่ สปป.ลาว และเชื่อมโยงต่อไปยังจีนในอนาคตให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

ด้านถนนมุ่งสร้างโครงข่ายมอเตอร์เวย์ ทางด่วน และถนนสายหลัก–สายรอง ให้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ทั้งโครงการพระราม 2, M6 กรุงเทพฯ–นครราชสีมา, M8 นครปฐม–ปากท่อ, M5 รังสิต–บางปะอิน ตลอดจนการแก้ปัญหาจุดเชื่อมต่อ M6 และ M9 บริเวณบางปะอิน เพื่อแก้คอขวดและลดเวลาการเดินทางในระยะยาว ยังมีการวางโครงข่าย MR-Map อาทิ MR1 นครสวรรค์–สุพรรณบุรี–นครปฐม–สมุทรสาคร และ MR10 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและการขนส่งในอนาคต

การขนส่งทางน้ำ เร่งพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าจาก 11.10 ล้าน TEU เป็น 18.10 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อภายนอกท่าเรือให้รองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ  

สำหรับแนวคิดพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตกเพื่อเชื่อมโยง BIMSTEC นั้น ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศกับผลกระทบต่อชุมชน ให้การพัฒนาเกิดประโยชน์ร่วมกันและได้รับการยอมรับจากพื้นที่

สนามบินหลายแห่งเริ่มแออัด

การขนส่งทางอากาศ สนามบินสำคัญหลายแห่งเริ่มมีความแออัดในช่วงเวลา Peak Hour ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ โดยแผนสำคัญประกอบด้วยการขยายสนามบินสุวรรณภูมิจาก 60 ล้านคน เป็น 70 ล้านคนต่อปี และในระยะต่อไปให้รองรับประมาณ 120–130 ล้านคนต่อปี พัฒนาสนามบินดอนเมือง ระยะที่ 3 รวมถึงขยายสนามบินภูเก็ตจาก 12.5 ล้านคนเป็น 18 ล้านคนต่อปี และสนามบินเชียงใหม่จาก 8 ล้านคนเป็น 20 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผนสนามบินแห่งใหม่ ได้แก่ สนามบินอันดามันและสนามบินล้านนา เพื่อรองรับความต้องการในระยะยาว

การลงทุนด้านคมนาคมต้องวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนว่า สามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เชื่อมเมืองกับภูมิภาค และทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการของรัฐได้ดีขึ้น นั่นคือผลลัพธ์ที่การลงทุนภาครัฐต้องส่งมอบให้ประชาชน”