
สนค.ปรับยุทธศาสตร์ค้าข้าวไทย ปักธง 3 ชนิดมูลค่าสูง ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก 18%
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ายกระดับข้าวไทยสู่ New Rice Economy ผ่านกลยุทธ์ ตลาดนำการผลิต ชู 3 กลุ่มข้าวมูลค่าสูง รับเทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลก ดันส่วนแบ่งตลาดของไทยเพิ่มเป็น 13-18%
KEY
POINTS
- สนค. ผลักดันยุทธศาสตร์ “New Rice Economy” เพื่อเปลี่ยนการค้าข้าวไทยจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม
- ชูกลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” โดยแบ่งข้าวมูลค่าสูงเป็น 3 กลุ่มหลักเพื่อเจาะตลาดโลก ได้แก่ กลุ่มข้าวสุขภาพ กลุ่มข้าวรักษ์โลก และกลุ่มข้าวมีเรื่องราว
- ตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาดข้าวมูลค่าสูงของไทยในตลาดโลกให้แตะระดับ 13-18% ภายในปี 2578
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการศึกษาการยกระดับรายได้เกษตรผู้ปลูกข้าว สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ร่วมกับบริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
โดย สนค. ได้ดำเนินโครงการฯนี้ภายใต้แนวคิดปรับวิชาการ สู่การ “ปฏิบัติเชิงนโยบาย” และมุ่งเน้นให้การค้าข้าวไทยปรับทิศทางจาก “การขายปริมาณ” สู่ “การขายคุณค่า” ตามนโยบาย New Rice Economy ด้วยกลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” หรือ Demand Driven โดยแบ่งข้าวมูลค่าสูงตามฟังก์ชั่นความต้องการโลกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าวรักษ์โลก กลุ่มข้าวมีเรื่องราว และกลุ่มข้าวสุขภาพ
ทั้งนี้ได้บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวง ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใช้สนับสนุนการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแม่นยำ
เปิดเทรนด์โลก "ข้าวสี-ข้าวอินทรีย์-ข้าวคาร์บอนต่ำ" โตแรง
ขณะเดียวกันจากการศึกษาพบว่า ตลาดข้าวมูลค่าสูงของโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เช่น กลุ่มข้าวสี (ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวแดง) (Colored rice (Black/Brown/Red) ซึ่งครองส่วนแบ่งมากกว่า 50% ของมูลค่าตลาดข้าวมูลค่าสูงทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตจาก 22.0–23.8 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2567 ไปสู่ 47.0–48.0 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2578
ขณะที่ ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) เป็นกลุ่มข้าวสุขภาพที่มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากข้าวสี โดยในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 7.8–10.0 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของตลาดข้าวมูลค่าสูง และคาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วย CAGR 4.1–6.8% หรือมีมูลค่าราว 13.0–20.0 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2578
ข้าวคาร์บอนต่ำ (low Carbon rice) แม้ในปี 2567 จะมีฐานมูลค่าที่ยังเล็กอยู่เพียง 0.3–0.5 พันล้านดอลลาร์ แต่พบว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงที่สุดถึง 30% ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 5.0–8.0 พันล้านดอลลาร์ในปี 2578 สำหรับตลาดข้าวมูลค่าสูงของไทย ในปี 2567 มีการคาดการณ์ส่วนแบ่งข้าวมูลค่าสูงของไทย ว่าจะอยู่ประมาณ 9 – 12% ของตลาดโลก คิดเป็นมูลค่า 2.3 – 4.5 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งสูงถึง 13 -18 % ของตลาดโลก และมีมูลค่า 4.9 – 10 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2578
ถอดพฤติกรรมผู้บริโภคฮ่องกง-กวางโจว
นอกจากนี้ ผลการสำรวจตลาด พบว่า ฮ่องกง ข้าวไทยยังคงครองแชมป์ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 57% (ประมาณ 150,000 ตัน) และผู้บริโภคมีพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และต้องดูดีและสุขภาพดี ปัจจัยที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อข้าวไทยนั้นเพราะความคุ้มค่าเงิน 41% ซึ่งเทียบเท่ากับการตัดสินใจซื้อเพราะคุณภาพที่ 40% ในขณะที่ กวางโจว มองว่า ข้าวไทยถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียม
โดยผู้บริโภคเลือกรสชาติและกลิ่นหอมเป็นจุดแข็งถึง 82% และคุณภาพ 73% ขณะที่ความคุ้มค่าเงินได้รับเลือกเพียง 11% อย่างไรก็ตาม ปริมาณการนำเข้าโดยรวมลดลง เนื่องจากช่องว่างระหว่าง ราคากับความคุ้มค่า เริ่มกว้างขึ้น เมื่อเทียบกับข้าวจากประเทศอื่น รวมทั้งประเด็นความเชื่อมั่นด้านความสม่ำเสมอของคุณภาพข้าวไทยที่มีน้อยลง
ขณะที่ข้อมูลจากการจัดอันดับความน่าสนใจของกลุ่มข้าวมูลค่าสูง พบว่าประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งอย่างเด็ดขาดในทั้งสองตลาด ตามมาด้วยข้าวอินทรีย์และข้าวพันธุ์พิเศษระดับพรีเมียม ในขณะที่อุปสรรคของข้าวไทยในสองตลาดนี้อยู่ที่การยกระดับมูลค่าต่อหน่วย ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารถึงประโยชน์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย
รวมถึงจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ผู้บริโภคปลายทางเข้าถึงได้ ควบคู่กับการจัดทำกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างกับการรับรู้เกี่ยวกับความหลากหลายและความพรีเมียมของข้าวไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กับการเจาะช่องทางร้านสุขภาพ และการทำกิจกรรม ณ จุดขาย เพื่อสร้างความแตกต่างในระยะยาว
เปิด 5 ยุทธศาสตร์ ดันข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง
ทั้งนี้ การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์รวม 108 คน จาก 57 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการค้าข้าวมูลค่าสูงของประเทศไทย และแลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่อ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขยายโอกาสทางการค้าข้าวมูลค่าสูง 5 ด้าน ได้แก่
- ด้านต้นน้ำ พัฒนาสายพันธุ์และยกระดับเกษตรกร
- ด้านกลางน้ำ ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานให้เอื้อต่อผู้ประกอบการ
- ด้านปลายน้ำ สร้างอุปสงค์และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
-
ด้านมหภาค กำหนดเป้าหมายข้าวมูลค่าสูง พร้อมสร้างแบรนด์และป้องกันการปลอมปน
-
ด้านการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการจับคู่ธุรกิจและยกระดับยุทธศาสตร์การส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก





