
‘เอกนิติ’ เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน โละ ‘รถตู้-แท็กซี่ -รถเมล์’ แลกอีวี
‘เอกนิติ’ เปิดแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ผ่านพ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้าน เร่งโละขนส่งสาธารณะ ‘รถตู้-แท็กซี่ -รถเมล์’ แลกอีวี หนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท
KEY
POINTS
- รัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะเก่า เช่น รถตู้ แท็กซี่ และรถเมล์ ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- มีแนวคิดให้นำรถเก่าที่ก่อมลพิษมาถอนทะเบียน เพื่อแลกกับการเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่
- มุ่งเน้นที่กลุ่มรถสาธารณะเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานสูงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน ก้อน 2 แสนล้านบาทนั้น ได้มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองใช้จ่ายเงินกู้ พิจารณา
ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้น จะเน้นเดินหน้าไปที่การปรับเปลี่ยน รถขนส่งสาธารณะ เช่น รถตู้ แท็กซี่ และรถเมล์ ให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าก่อนเป็นลำดับแรก
นายเอกนิติ กล่าวว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการใช้งานสูงและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง สำหรับแนวคิดหลัก คือ การนำรถเก่าที่ปล่อยมลพิษ PM 2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากระบบด้วยการถอนทะเบียน เพื่อแลกกับการเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
ขณะนี้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคม เพื่อวางมาตรฐานในการแยกชิ้นส่วนและกำจัดซากรถเก่า โดยอาจดึงภาคเอกชนที่มีความพร้อมเข้ามาช่วยบริหารจัดการ
นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาทางเลือกการใช้เชื้อเพลิง B20 (ไบโอดีเซลจากปาล์ม) สำหรับรถบางประเภท เพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตรไปพร้อมกันด้วย
ส่วนนโยบายสนับสนุนประชาชนเปลี่ยนผ่านไปใช้รถไฟฟ้า ที่กรมสรรพสามิตศึกษานั้น อาจจะมาให้ความสำคัญในเรื่องรถสาธารณะเป็นสำคัญก่อน เพราะปัจจุบันมาตรการสนับสนุน EV 3.5 ในปัจจุบันยังคงมีอยู่ โดยให้เงินอุดหนุนประมาณ 50,000 บาทต่อคัน
หนุนครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระดับครัวเรือน โดยกระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ได้หารือถึงโครงการติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าที่มีสูงถึง 60% โดยรัฐบาลจะให้ เงินอุดหนุนรายละ 50,000 บาทต่อครัวเรือน และดึงธนาคารออมสินกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
แนวคิดของโครงการนี้ คือ ประชาชนอาจไม่ต้องควักเงินก้อนเอง แต่จะใช้ส่วนต่างจากค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้มาชำระคืนธนาคารแทน เช่น หากลดค่าไฟได้เดือนละ 2,000 บาท ประชาชนอาจแบ่งมาผ่อนคืนธนาคาร 1,000 บาท และยังคงมีเงินเหลือจากการประหยัดค่าไฟอีก 1,000 บาท คาดว่าจะใช้เวลาคืนทุนเพียง 3-4 ปี และหลังจากนั้นประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงอย่างเต็มที่
"ตั้งเป้าหมายกลุ่มเป้าหมายไว้ที่ 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือน เน้นบ้านที่ใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 3,000-4,000 บาท"
ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองและอนุกรรมการที่มีปลัดกระทรวงการคลังและปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มค่าและมาตรฐานเทคนิคนต่าง ๆ โดยคาดว่าจะสรุปแผนงานทั้งหมดและเริ่มดำเนินการได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน







