thansettakij
thansettakij
สศค. เลิกหว่านแห ชู ‘Data Lake’ พลิกสวัสดิการรายบุลคล

สศค. เลิกหว่านแห ชู ‘Data Lake’ พลิกใช้สวัสดิการรายบุลคล

07 ส.ค. 69 | 08:47 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ส.ค. 69 | 08:57 น.

สศค. เผยยุคงบฯ จำกัด เลิกแจกแบบหว่านแห ใช้ ‘Data Lake’ เจาะกลุ่มเป้าหมาย พบเหยื่อถูกสวมชื่อทำธุรกิจ-เลี่ยงภาษี เร่งคืนสิทธิ “บัตรคนจน”

KEY

POINTS

  • สศค. เตรียมยกเลิกนโยบายสวัสดิการแบบ "หว่านแห" และเปลี่ยนไปใช้การช่วยเหลือแบบเจาะจงรายบุคคล เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายมากขึ้น
  • ภาครัฐกำลังพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ "Data Lake" โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อใช้วิเคราะห์และออกแบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับความต้องการของประชาชนแต่ละคน
  • การปรับเปลี่ยนนโยบายนี้เกิดขึ้นจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง และการใช้ข้อมูลยังช่วยตรวจสอบความผิดปกติ เช่น กรณีผู้ถือบัตรคนจนถูกสวมรอยชื่อไปใช้ในทางธุรกิจเพื่อเลี่ยงภาษี

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการ FPO Symposium ว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการปูทางไปสู่การประชุมใหญ่ประจำปีของสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569

สำหรับประเด็นที่ สศค.ให้ความสำคัญในปีนี้ คือ การใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ 

โดยมองว่าการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่สามารถพิจารณาเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค หรือค่าเฉลี่ยในระดับประเทศได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องลงลึกถึงข้อมูลระดับครัวเรือนและระดับบุคคล เพื่อให้เห็นปัญหาที่ประชาชนแต่ละกลุ่มกำลังเผชิญอย่างแท้จริง

ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจดี แต่คนยังลำบาก

นายวินิจ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมมักตั้งคำถามต่อหน่วยงานด้านเศรษฐกิจถึงความแตกต่างระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคกับความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เพราะแม้รายงานทางเศรษฐกิจจะสะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจมีการเติบโต และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงรู้สึกถึงความยากลำบากและภาระค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

ดังนั้น การพิจารณาเพียงตัวเลขค่าเฉลี่ยทางเศรษฐกิจอาจไม่สามารถสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนในระดับย่อยได้อย่างครบถ้วน การวิเคราะห์ข้อมูลจึงจำเป็นต้องลงลึกมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจว่าความเดือดร้อนเกิดขึ้นกับใคร อยู่ที่ไหน และมีสาเหตุจากอะไร

การนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลอย่างเป็นระบบ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบนโยบายภาครัฐให้สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น และช่วยให้ภาครัฐสามารถจัดสรรทรัพยากรไปยังประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือได้ตรงจุดมากขึ้น

“บัตรคนจน” จุดเริ่มต้นพัฒนาฐานข้อมูล

นายวินิจ กล่าวว่า แม้กระบวนการทดลองและพัฒนาระบบข้อมูลผ่านโครงการต่างๆ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเคยเผชิญกับปัญหา ข้อสงสัย และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาฐานข้อมูลของประเทศ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ฐานข้อมูลของภาครัฐมีความครบถ้วนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงโครงสร้างได้จริง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาครัฐเห็นภาพของประชาชนแต่ละรายได้รอบด้านมากขึ้น

“การเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินนโยบายแบบหว่านแห ไปสู่รูปแบบการดูแลเฉพาะบุคคล จำเป็นต้องอาศัยการจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Data Lake”

เชื่อมข้อมูล 20 หน่วยงาน เจาะถึงระดับบุคคล

สำหรับแนวทางดังกล่าว ภาครัฐอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ Data Lake ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 20 แห่งเข้าด้วยกัน โดยมีกฎหมายรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในมิติต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลที่นำมาใช้จะไม่ได้จำกัดเพียงข้อมูลด้านรายได้หรือทรัพย์สิน แต่สามารถนำข้อมูลเชิงพฤติกรรม สภาพความเป็นอยู่ และช่วงอายุ มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อออกแบบสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับประชาชนแต่ละกลุ่ม

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐเปลี่ยนจากการใช้นโยบายแบบ “คนส่วนใหญ่ได้รับเหมือนกัน” ไปสู่การออกแบบความช่วยเหลือแบบ เฉพาะเจาะจงตามปัญหาและความจำเป็นของแต่ละบุคคล

ดาต้าเปิดโปง “ความผิดปกติ” บัตรคนจน

นายวินิจ กล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังช่วยเปิดเผยความผิดปกติในระบบสวัสดิการที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากฐานข้อมูลเพียงหน่วยงานเดียว

ตัวอย่างสำคัญคือกรณีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบางรายปรากฏข้อมูลว่า มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท หรือเป็นผู้ครอบครองยานพาหนะ ซึ่งตามหลักเกณฑ์อาจทำให้ข้อมูลของบุคคลดังกล่าวถูกมองว่าไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาครัฐลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับพบว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ได้มีฐานะร่ำรวยตามข้อมูลที่ปรากฏในระบบ แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการถูกนำชื่อไปแอบอ้างในการทำธุรกิจ

บางกรณีถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัท หรือถูกนำข้อมูลไปลงรายการรายจ่ายเท็จ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงภาษี ส่งผลให้ข้อมูลที่ปรากฏในฐานข้อมูลภาครัฐคลาดเคลื่อนจากสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประชาชน

ปัญหาดังกล่าวสะท้อนว่า “การมีข้อมูล” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องสามารถตรวจสอบและตีความข้อมูลให้ตรงกับข้อเท็จจริงด้วย

เร่งคืนสิทธิ เหยื่อถูกสวมชื่อ

จากปัญหาความคลาดเคลื่อนของข้อมูล รัฐบาลจึงวางแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ โดยเร่งคืนสิทธิสวัสดิการให้กับผู้ที่สามารถยืนยันตัวตนได้ และมีการแจ้งความหรือลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน

หลักการสำคัญคือ จะไม่ตัดสิทธิความช่วยเหลือของประชาชนทันทีเพียงเพราะพบข้อมูลผิดปกติในระบบ แต่จะเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อแยกผู้ที่มีปัญหาจริงออกจากผู้ที่จงใจใช้สิทธิไม่ถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มนิติบุคคลหรือผู้ประกอบการที่นำชื่อประชาชนไปแอบอ้าง เพื่อสร้างรายการรายจ่ายเท็จหรือใช้เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงภาษี

เลิก “หว่านแห” หลังพื้นที่การคลังแคบลง

นายวินิจ กล่าวว่า การปรับระบบข้อมูลมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่การบริหารเศรษฐกิจต้องเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งวิกฤตพลังงาน ความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลแฝด ทั้งด้านงบประมาณและดุลการชำระเงิน ตลอดจนข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space)

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้งบประมาณในลักษณะ “หว่านแห” เพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่มในรูปแบบเดียวกันได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และการใช้งบประมาณตรงกับจุดที่มีปัญหา

ดังนั้น การมีฐานข้อมูลที่มีคุณภาพจึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป เพราะจะช่วยให้รัฐบาลตอบคำถามได้ชัดเจนขึ้นว่า ใครคือผู้ได้รับผลกระทบ ใครควรได้รับความช่วยเหลือ และรัฐควรใช้งบประมาณเท่าใดจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด