
เสียงสะท้อนเอกชนใต้ ทั้งหนุน-เสียดายโอกาส รัฐพับ‘แลนด์บริดจ์’
พับแผน “แลนด์บริดจ์” เสียง สะท้อนเอกชนใต้ มีทั้งสนับหนุนรัฐบาล ยกระดับท่าเรือระนอง -เชื่อมโครงข่าย ดัน ถนน-รถไฟทางเดี่ยว ลดการสูญเสียงบประมาณ อีกฝั่งเสียดายโอกาสการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค ราคาที่ดินทรงตัวชะลอซื้อขาย
KEY
POINTS
- รัฐบาลประกาศพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ หลังผลการศึกษาพบว่าไม่คุ้มค่า และหันมาพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนองและเชื่อมต่อระบบรางที่มีอยู่เดิมแทน
- ภาคเอกชนกลุ่มหนึ่งเห็นด้วยกับการยกเลิกโครงการ โดยมองว่าเป็นการลดการสูญเสียงบประมาณ และสนับสนุนแผนการพัฒนาท่าเรือระนองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ขณะที่เอกชนอีกกลุ่มรู้สึกเสียดายโอกาสที่ประเทศจะสูญเสียการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และมองว่าโครงการมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้
แม้โครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่า1ล้านล้านบาท จะเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่ เมื่อมีกระแสคัดค้านรุนแรงประกอบกับ ผลศึกษา 90 วันที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พบว่ามีความคุ้มค่าต่ำ อาจมีผลกระทบต่องบประมาณในระยะยา รวมถึงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จึงนำมาซึ่งการประกาศพับแผนโครงการดังกล่าวลง
พับแผนแลนด์บริดจ์ พัฒนาท่าเรือระนอง-Missing Link เชื่อมต่อ
ขณะทางออก รัฐบาลจะหันมาพัฒนาศักยภาพเดิมที่มีอยู่ตามความต้องการของเอกชน ได้แก่ 1.พัฒนาท่าเรือระนอง โดยปรับปรุงและใช้ศักยภาพท่าเรือฝั่งอันดามันที่มีอยู่เดิมให้เต็มประสิทธิภาพ และ 2.เชื่อมต่อรถไฟ Missing Link โดยพัฒนาทางรถไฟเชื่อมท่าเรือระนองกับโครงข่ายหลัก เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากจีนทางเหนือและท่าเรือฝั่งอ่าวไทยทดแทน
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนในพื้นที่มอง ในสองแง่มุม ทั้งเห็นด้วยและเสียดายที่มองว่าส่งผลให้ ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาส ยกระดับการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคในขณะกลุ่มที่เห็นด้วยต่อการยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ มองว่าจะเป็นผลดี ที่รัฐบาลลดการสูญเสียงบประมาณและใช้โอกาสนี้ยกระดับท่าเรือระนองที่มีอยู่ให้มีศักยภาพมากขึ้น และพัฒนาโครงการอื่น ทั้งถนน และระบบรางเข้ามาสนับสนุน
"สลิล โตทับเที่ยง" หนุนรัฐบาลพัฒนาท่าเรือระนอง -รถไฟทางเดี่ยวหนุนขนส่งสินค้า ทดแทนแลนด์บริดจ์
นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคเอกชนมองว่าการที่รัฐบาล มีแผนพัฒนาท่าเรือระนอง ที่มีอยู่ ให้มีศักยภาพ รองรับการขนส่งสินค้ามากขึ้น ทดแทนโครงการแลนด์บริดจ์ นับเป็นเรื่องที่ดี ทั้งการพัฒนาเพิ่มเติม การขยายขีดความสามารถของท่าเรือ การเพิ่มประสิทธิภาพปั้นจั่นยกตู้คอนเทนเนอร์ การขุดลอกร่องน้ำ และการปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อเข้าสู่ท่าเรือให้สะดวกยิ่งขึ้น ก็จะสามารถรองรับเรือสินค้าได้มากขึ้น และเพิ่มศักยภาพการส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาค รวมถึงกลุ่ม BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา ศรีลังกา ภูฏาน และเนปาล
ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านรางนั้น มองว่าไม่จำเป็นต้องลงทุนรถไฟทางคู่ เพราะการขนส่งสินค้าทางรางไม่ได้ต้องการความเร็วมากนัก รถไฟทางเดียวน่าจะเพียงพอ ใช้งบลงทุนต่ำกว่าและมีความเป็นไปได้ในการดำเนินการมากกว่า หากสามารถเชื่อมโยงระบบรางกับท่าเรือระนองได้ ก็จะช่วยต่อยอดศักยภาพของท่าเรือที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลชะลอหรือพับแผนไปนั้น นายสลิลเห็นว่าไม่น่าเสียดาย เนื่องจากผลการศึกษาหลายด้านสะท้อนว่าโครงการอาจไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล หากเดินหน้าก็อาจทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากโดยไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ดังนั้น การนำงบประมาณดังกล่าวไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นที่มีความจำเป็นและให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า จะสร้างประโยชน์ต่อประเทศได้มากกว่า
ทั้งนี้ สิ่งที่ภาคเอกชนเห็นว่าควรเร่งดำเนินการคือการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางบก โดยเฉพาะการขยายถนนสายเอเชียและถนนเพชรเกษม ซึ่งที่ผ่านมาแม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้พัฒนาเป็น 4 ช่องจราจรมาแล้วหลายครั้ง แต่ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างล่าช้า ตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา
หากรัฐบาลเร่งรัดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับต้น ๆ ของไทย ที่นิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หากระบบถนนมีความสะดวกมากขึ้น ก็จะช่วยกระจายนักท่องเที่ยวจากพื้นที่หลักอย่างภูเก็ตและสงขลา ไปสู่จังหวัดระนอง ชุมพร และจังหวัดใกล้เคียง สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่ได้มากขึ้น
ด้านแหล่งข่าวจาก จังหวัดระนอง ระบุว่า การยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ และ พัฒนาโครงการ ทดแทน ทั้ง ท่าเรือ ระนอง และ โครงการรถไฟทางคู่เชื่อม โยงทั้งสองฝั่ง มองว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีความชัดเจน และเห็นด้วยกรณีนายเอกนิติ สรุปผลการศึกษา ว่า มีความคุ้มค่าต่ำ ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ
ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของราคาที่ดิน ปัจจุบันเงียบเหงาลง และไม่มีใครเข้ามาซื้อขาย เข้าใจว่าราคาอยู่ในภาวะทรงตัวแม้ว่าก่อนหน้านี้ ราคาจะขยับขึ้น 20-30% จากเดิมราคาไร่ละ5แสนบาท บริเวณใกล้แนวพัฒนาแลนด์บริดจ์ ตำบลงาว จังหวัดระนอง
เอกชนชุมพร เสียดายแลนด์บริดจ์
ด้านนายไพบูลย์ ลิ้มเลิศวาที การหอการค้าไทย และประธานหอการค้าอาวุโส จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่าการที่รัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ออกไป มองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โอกาสที่ใช้โครงการดังกล่าวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้และเศรษฐกิจประเทศ จากการดึงนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้าพื้นที่ ขณะเดียวกันภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่กว่า70% สนับสนุนโครงการดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะศักยภาพของแลนด์บริดจ์ แค่ขนถ่ายน้ำมันเพียงอย่างเดียวก็คุ้มค่าแล้ว โดย เสนอแนะว่า เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโครงการจะเดินต่อหรือไม่ รัฐบาล ควรแบ่งทำเป็นเฟสๆ ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดในคราวเดียวกัน พร้อมทั้ง เปิดPPP (การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน) ว่า มีเอกชนทั้งไทยและต่างชาติสนใจมากน้อยแค่ไหนหากไม่มี ก็สามารถยุติโครงการได้
อย่างไรก็ตามเมื่อผลการศึกษาออกมา ต้องยอมรับ และจะดำเนินโครงการบนท่าเรือระนองก่อนแต่มองว่าปัจจุบันเป็นท่าเรือน้ำตื้น 8เมตร ซึ่งต้องพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึก 21เมตร
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาท่าเรือระนองค่อนข้างร้างแต่ปัจจุบันเนื่องจาก สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา ส่งผลให้ด่าน เมียนมาและฝั่งแม่สอดประเทศไทย ต้องปิดลงชั่วคราว เป็นเหตุให้ ทั้งฝั่งไทยและฝั่งเมียนมามีเรือจอดรอเพื่อส่งสินค้าไปยังประเทศใกล้เคียงจำนวนมาก
ขณะแผนเชื่อม รถไฟทางคู่ ทดแทน มองว่า เป็นการเชื่อมต่อผิด เส้นทาง คือเชื่อมท่าเรือเดิม จากชุมพร (สถานีรถไฟแสงแดด) ตำบลตากแดด อำเภอเมืองชุมพร วิ่งไปกระบุรี และละอุ่น จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นคนละทาง ไม่ใช่ท่าเรือน้ำลึกตามแลนด์บริดจ์ ที่เคยศึกษา ที่สำคัญ รถไฟทางคู่เส้นทาง สุราษฎร์ธานี-ชุมพรยังไม่แล้วเสร็จ อนาคตจะทำให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างล่าช้าได้
เมื่อไม่มีโครงการแลนด์บริดจ์ต้องยอมรับว่าความเคลื่อนไหวการซื้อขายที่ดินค่อนข้างเงียบเหงา ขณะเดียวกัน นักลงทุนที่ซื้อที่ดินรัศมีโดยรอบโครงการแลนด์บริดจ์ อาจนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางด้านอื่น เช่นการทำการเกษตร การให้เช่าพื้นที่เพื่อทำการเกษตร ซึ่งจะช่วยบริหารภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ ซึ่งคนในพื้นที่ไม่ค่อยซื้อที่ดิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างถิ่น เช่น “อาม่าสุนี” คนอุบลราชธานี ซื้อที่ดินกว่า1,000ไร่ ซึ่งเป็นสวนปาล์ม สวนยาง รัศมีแนวโครงการแลนด์บริดจ์ ตั้งแต่บริเวณอำเภอพระโต๊ะ จังหวัดชุมพร ไปจนถึงถึงจังหวัดระนอง รัศมีซ้าย-ขวา 3-4 กิโลเมตร โดยราคาที่ดินอยู่ที่5แสนบาทถึง1ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่ามีนายหน้าปั่นราคาไปถึงไร่ละ 1 ล้านบาท แต่ปัจจุบัน เมื่อไม่มีโครงการแลนด์บริดจ์ ยอมรับว่าราคาทรงตัว ไม่มีใครซื้อ-ขาย อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจจังหวัดชุมพร ยังขับเคลื่อนได้ เพราะยังมียางพารา และทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ไม่กระทบต่อการพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลแต่อย่างใด







