thansettakij
thansettakij
รัฐบาล ดึงเอกชนทำพิมพ์เขียวศก. ประกาศเป้าไทยเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

รัฐบาล ดึงเอกชนทำพิมพ์เขียวศก. ประกาศเป้าไทยเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

22 มิ.ย. 69 | 05:55 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มิ.ย. 69 | 07:08 น.

กรอ. นัดแรก รัฐบาล-เอกชน ประกาศเป้าหมายประเทศไทยหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกบางสู่ประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี ส่วนปี 2573 ดันขีดความสามารถแข่งขันไทยติด Top 20 ของโลก พร้อมตั้ง 4 เสา เร่งทำควิกบิ๊กวิน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลและภาคเอกชนร่วมกันตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี
  • วางเป้าหมายระยะกลางในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2573
  • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือแบบทีมเวิร์ค โดยใช้ 4 เครื่องยนต์หลักที่เน้นการลงทุน การท่องเที่ยว การพัฒนาคน และการปฏิรูปภาครัฐ
  • ผลักดัน 7 สาขาธุรกิจหลักที่มีศักยภาพเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเกษตร ยานยนต์แห่งอนาคต และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุม คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานครั้งแรก ว่า รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ทั้งระยะยาว กลาง และสั้น โดยระยะยาวมีเป้าหมายการนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงให้ได้ภายในระยะเวลา 12 ปีนับจากนี้ 

"ผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนได้ถูกนำมาจัดทำเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว ซึ่งเรื่องสำคัญคือ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน" นายเอกนิติ ระบุ

 

ตั้งเป้าติด TOP 20 ของโลก

สำหรับการตั้งเป้าหมายในระยะปานกลางนั้น รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับ 20 แรกของโลกภายในปี 2573 พร้อมกับยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระดับ 3% พลัส ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นดัชนีชี้วัดศักยภาพการแข่งขันของประเทศที่ต้องพัฒนาจากเดิมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เท่านั้น โดยเป้าหมายที่ชัดเจนนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบภายใต้การทำงานที่สอดประสานกันเหมือนการทำงานเป็นทีม

 

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

 

กางแผนทำงานเหมือนทีมฟุตบอลโลก

ส่วนรูปแบบการทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันทำงานเหมือนการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ต้องมีทีมเวิร์คที่เข้มแข็ง โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลักคือ กองหน้า กองกลาง และกองหลัง เพื่อสร้างเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวและไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานที่แยกส่วนเหมือนในอดีต ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนจะลงมือปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงกว่าระดับเดิมและนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายความสำเร็จที่วางไว้ร่วมกันทั้งในด้านการแข่งขันระดับนานาชาติและการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

ในส่วนของกองหลังจะเน้นความสำคัญที่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและเป็นภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของโลก ซึ่งในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งจากการยึดมั่นในวินัยดังกล่าวจนส่งผลให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ แม้ตลาดเงินและตลาดทุนในบางประเทศจะมีความผันผวนอย่างมากแต่กองหลังที่แข็งแกร่งจะยังคงทำหน้าที่รักษาจุดแข็งนี้ต่อไปเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

ขณะที่ตำแหน่งกองกลางจะทำหน้าที่จ่ายบอลให้กองหน้าและสนับสนุนกองหลังในยามจำเป็นผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ประกอบด้วยการสร้างระบบไฟฟ้าที่มั่นคง การจัดหาน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและการพัฒนาทุนมนุษย์ให้เป็นแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญในการส่งต่อโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ทีมกองหน้า

สำหรับทีมกองหน้าจะทำหน้าที่บุกเพื่อหารายได้เข้าประเทศตามเป้าหมายผ่านการผลักดันเจ็ดสาขาธุรกิจหลักที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารคุณภาพเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยานยนต์แห่งอนาคตที่ต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมที่มีความเข้มแข็ง อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี AI aอุตสาหกรรมยาและสุขภาพที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพคุณภาพสูง ภาคการค้าขายที่ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากศักยภาพของคนไทย

“เป้าหมายของเราคือการตั้งจีพีเอสให้ชัดเจนเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันในการนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันติดอันดับท็อป 20 ของโลกภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้สูงกว่าเดิมผ่านการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนที่จะไม่เพียงแค่มาเสนอโจทย์แต่จะมาร่วมกันแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง" นายเอกนิติ กล่าว

 

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

 

ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้จำแนกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจออกเป็น 4 เครื่องยนต์หลัก โดยเครื่องยนต์ที่หนึ่งคือการส่งเสริมการลงทุนใหม่ที่จะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้โครงการ Thailand Fast Pass การพัฒนาเทคโนโลยี AI และดิจิทัลผ่านการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในราคาถูก การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินทั้งตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยพลังงานสะอาดและการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ทันสมัยเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เอสเอ็มอีและประชาชน

เครื่องยนต์ชุดที่สอง เน้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพคุณภาพสูง โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของไทยด้านการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการยกระดับการค้าส่งและค้าปลีกไปสู่ชุมชนและการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอเพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ใครก็อยากเข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก

สำหรับเครื่องยนต์ชุดที่สามจะเน้นเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องยกระดับการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างแรงงานไทยให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของโลก โดยจะเน้นการทำวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพและการทำอัพสกิลและรีสกิลทักษะแรงงานในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีเอไอเพื่อให้แรงงานไทยมีความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล

เครื่องยนต์ชุดที่สี่จะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคของภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานผ่านการนำระบบรัฐบาลดิจิทัลมาใช้ในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และการปรับปรุงโครงสร้างภาครัฐและการบริหารจัดการทรัพย์สินสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบจะร่วมกับภาคเอกชนในการระบุปัญหาและแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ที่ดึงรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

"ยุทธศาสตร์การดำเนินงานจะถูกแบ่งออกเป็นสองรูปแบบคือโครงการควิกวินและโครงการบิ๊กวิน โดยโครงการควิกวินคือมาตรการที่ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และเวลาที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ภาครัฐ เอกชน เอสเอ็มอี และประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยแต่ละชุดการทำงานต้องไปจัดทำรายละเอียดเพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมในเดือนหน้า ส่วนโครงการบิ๊กวินจะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อให้สำเร็จภายในวาระ 4 ปี"

 

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

 

ขยับการลงทุนแตะ 30%

ในมิติด้านการลงทุนรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีจากปัจจุบันที่ 22% ให้ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 30% ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยฉุดเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างชัดเจนในระยะยาว โดยแต่ละเสาหลักทั้งสี่ชุดจะไปดำเนินการกำหนดตัวชี้วัดหรือเคพีไอที่สอดคล้องกับเป้าหมายนี้เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในศักยภาพของประเทศและเกิดการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ให้แก่คนไทยและส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในอนาคต

นอกจากนี้ การเจรจาเอฟทีเอกับกลุ่มประเทศสำคัญไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรืออังกฤษ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดตลาดการค้าและสร้างความสมดุลให้กับการส่งออกของไทยโดยไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดกลุ่มประเทศหนึ่งมากเกินไป ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้เข้าสู่ระบบการค้าสากลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงเจ็ดพันรายจากผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 2 หมื่นราย ดังนั้นเป้าหมายใน 4 ปีคือการกระจายรายได้และโอกาสไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

เร่งปิดดีล FTA ยุโรป แคนาดา อังกฤษ ปีนี้

ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี โดยในปี 2569 ต้องเร่ง FTA ไทย-อียู ข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทย ไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว 

ส่วนการเกษตร ระยะสั้นจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมาก และให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวจะต้องมีการแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และต้องเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงต้องวางตัวของประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการภายใน 4 ปี

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

เรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว โดยในช่วง 4 ปีจากนี้ เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่จะต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

พร้อมปลดล็อคกฎหมายเป็นอุปสรรค

ขณะที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงต่อว่า บทบาทตนใน กรอ. เป็นทั้งกองกลางและกลองหลัง มีเรื่องสำคัญคือ การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ เบื้องต้นได้หารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไปแล้ว เพื่อทำให้ภาคเอกชนดำเนินการได้สะดวก และสร้างรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น 

เบื้องต้นจะแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่น การแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น

ขณะที่การแก้ปัญหาทุจริต ปัจจุบันกฎหมายไทย ประมาณ 90% เป็นกฎหมายที่เน้นอนุญาต ฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำคือจะลดกระบวนการและขั้นตอน คือการแก้กฎหมายลำดับรอง ที่เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการขออนุญาตต่าง ๆ จากนั้นจะทำเรื่องการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้ว และปัจจุบันคือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ขณะนี้ยังรอการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

 

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย

 

“การแก้ไขกฎหมายลำดับรองรอง คนที่รู้ดีที่สุดคือภาคเอกชน ซึ่งเราจะรับฟังภาคเอกชนให้มาก ซึ่งจะทำให้การทำงานของภาครัฐและเอกชนเป็นไปทางเดียวกันและอำนวยความสะดวกประชาชนด้วย และต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องการทุจริต ทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งภาพรวมถือเป็นการยิงทีเดียวได้สามตัว” นายปกรณ์ ระบุ

เร่งพัฒนา-เพิ่มทักษะกำลังคน

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญคือต้องเร่งพัฒนากำลังคน เนื่องจากหากขาดแรงงานที่มีทักษะที่พร้อม ย่อมส่งผลให้การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติเป็นไปได้ยาก โดยจะมุ่งเน้นไปที่ การพัฒนาทักษะขั้นสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิต 

นอกจากนี้ส่งเสริมให้บุคลากรที่อยู่ในตลาดแรงงานปัจจุบันสามารถปรับตัวและเพิ่มผลิตภาพในการทำงานให้สูงขึ้น รวมถึงการวางรากฐานด้านเอไอ เพื่อปูพื้นฐานให้กับคนไทยทั้งประเทศ พร้อมทั้งสร้างกำลังคนด้านเอไอขั้นสูง เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต

 

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

เป้าหมายรายได้ต่อหัว

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงนั้น จำเป็นต้องเร่งสร้างปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทย เพราะปัจจุบันประเทศที่มีรายได้สูง จะมีรายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัวต่อคนต่อปี อยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.9 แสนบาทต่อคนต่อปี 

แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีรายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัวต่อคนต่อปี อยู่เพียง 8,000-9,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.6-2.9 แสนบาทต่อคนต่อปี เท่านั้น ส่วนในอีก 12 ปีข้างหน้า รายได้ต่อหัวอาจมากกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยด้วย

ขณะที่ ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในอีก 12 ปี ข้างหน้าถ้าหากจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงนั้น ศักยภาพเศรษฐกิจไทยจะต้องอยู่ที่ 5.5% เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทย ให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวในระดับ 5% โดยการดำเนินการภายใต้ความร่วมมือของรัฐและเอกชนครั้งนี้ ก็น่าจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้ ผ่านการลงทุนและการปลดล็อคกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวต่อไป

 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

 

“การปรับโครงสร้างครั้งนี้ ก็คงต้องดูเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย แต่ในรายละเอียดคงไม่ได้ปรับอะไร เพราะภายในแผนยุทธศาสตร์ชาติได้กำหนดแนวทางไว้ค่อนข้างครบแล้ว อาจจะมีปรับรายละเอียดเล็กน้อย ซึ่งเป้าหมายก็กำหนดไว้ให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงเช่นกัน” นายดนุชา ระบุ